อาการวิทยาในเด็ก

เมื่อเด็กเจ็บป่วย “อาการเล็ก ๆ” อาจเป็นสัญญาณสำคัญที่นำไปสู่การวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ หากแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์มีพื้นฐานการซักประวัติ การตรวจร่างกาย และการเลือกส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในปัจจุบันที่โรคและภาวะเจ็บป่วยในผู้ป่วยเด็กมีความซับซ้อนและหลากหลายมากยิ่งขึ้น การดูแลผู้ป่วยเด็กจึงต้องอาศัยทั้งความรู้ ความละเอียดรอบคอบ และทักษะทางคลินิกที่เป็นระบบ

อาการวิทยาในเด็ก เป็นหนังสือที่จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางสำหรับนิสิตและนักศึกษาแพทย์ แพทย์ทั่วไป แพทย์ประจำบ้าน กุมารแพทย์ รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาเด็ก เนื้อหาครอบคลุมพื้นฐานการซักประวัติและการตรวจร่างกายในผู้ป่วยเด็กตั้งแต่ทารกแรกเกิดจนถึงวัยรุ่น โดยเน้นกลุ่มอาการและปัญหาที่พบบ่อยในเวชปฏิบัติ ตลอดจนแนวทางการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเป็น เพื่อช่วยประกอบการวินิจฉัยแยกโรคและวางแผนการดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม

หนังสือเล่มนี้จึงมิได้เป็นเพียงแหล่งรวบรวมความรู้ทางกุมารเวชศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจต่อ “อาการ” ของผู้ป่วยเด็กอย่างเป็นระบบ อันจะนำไปสู่การดูแลรักษาที่มีคุณภาพ และมีส่วนช่วยให้เด็กเติบโตอย่างสมบูรณ์ แข็งแรง พร้อมเป็นกำลังสำคัญของสังคมในอนาคต ภายในหนังสือประกอบไปด้วย 20 บท ครอบคุมโรคและภาวะที่พบบ่อยในเด็ก

สั่งซื้อหนังสือ

1. อาการพูดช้า (Delayed speec)

อาการพูดช้า คือ ความผิดปกติในการสื่อสารที่มีสาเหตุมาจากการพัฒนาทักษะการพูดที่ล่าช้า อาการพูดช้าในเด็กเล็กจะส่งผลกระทบต่อครอบครัว ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการเรียนของเด็ก รวมถึงความผิดปกติของพัฒนาการ ความบกพร่องทางการได้ยิน และอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมที่อาจเป็นสาเหตุของอาการพูดช้าได้ ดังนั้น เด็กที่มีอาการพูดช้าจึงจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัย และเข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างเหมาะสม

พัฒนาการด้านภาษาล่าช้า คือ เด็กที่มีพัฒนาการด้านการใช้ภาษา (ทั้งการพูดและ การเข้าใจภาษา) ช้ากว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็นตามวัย เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กในช่วงอายุเดียวกัน ดังนี้

  • อายุ 6 เดือน ไม่ส่งเสียงอืออา ไม่หันหาเสียง ไม่ตกใจเมื่อได้ยินเสียงดัง
  • อายุ 10 เดือน ไม่หันเมื่อเรียกชื่อ
  • อายุ 15 เดือน ไม่เข้าใจคำสั่งง่าย ๆ ไม่ทำตามคำสั่งง่าย ๆ
  • อายุ 18 เดือน พูดคำโดดได้น้อยกว่า 5-6 คำ
  • อายุ 2 ปี พูดคำโดด พูด 2 คำที่มีความหมายต่อกันไม่ได้
  • อายุ 3 ปี ไม่พูดเป็นประโยค พูดแล้วคนอื่นยังฟังไม่เข้าใจ

2. หายใจหอบเหนื่อย (Dyspnea)

อาการหายใจหอบเหนื่อย (dyspnea) เป็นอาการสำคัญที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์บ่อย และเป็นอาการที่มีสาเหตุได้จากหลายระบบ เช่น ระบบหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินอาหารและตับ ระบบไต ความผิดปกติทางเมแทบอลิซึม แพทย์จึงควรมีความรู้ เพื่อให้การวินิจฉัย และรักษาได้อย่างถูกต้อง

อาการหายใจหอบเหนื่อย (dyspnea) คือ อาการหายใจที่ไม่ปกติ เช่น รู้สึกว่าหายใจ ไม่โล่ง หายใจไม่เต็มปอด หายใจไม่อิ่ม พยายามใช้แรงในการหายใจเพิ่มขึ้น มักมีหายใจเร็วร่วมด้วย1 ผู้ป่วยที่มีอาการหายใจหอบเหนื่อยมักหายใจเร็ว ซี่โครงบาน อกบุ๋ม (suprasternal notch and intercostal retraction) และมักมีปีกจมูกบาน ถ้าหอบเหนื่อยมากอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น หัวใจเต้นเร็ว กระวนกระวาย หายใจเสียงดัง เขียว

3. อาการไอเรื้อรัง (Chronic cough)

การไอเป็นระบบป้องกันอย่างหนึ่งของระบบทางเดินหายใจ การไอช่วยในการกำจัด สิ่งแปลกปลอม เสมหะ และเยื่อเมือกที่ดักจับสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย ในขณะเดียวกัน การไอทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรค ซึ่งการไอเกิดจากสาเหตุที่หลากหลายเป็นอาการหนึ่งที่แสดงถึงโรครุนแรงที่ซ่อนอยู่ และส่งผลต่อชีวิตประจำวันและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย คำนิยาม

การไอ แบ่งตามระยะเวลาได้เป็น 1) การไอแบบเฉียบพลัน (acute cough) และ 2) การไอแบบเรื้อรัง (chronic cough)

การไอแบบเฉียบพลัน หมายถึง การไอที่เกิดขึ้นในระยะเวลาน้อยกว่า 4 สัปดาห์ ในขณะที่การไอแบบเรื้อรัง หมายถึง การไอที่มีระยะเวลานานกว่า 4 สัปดาห์1,2 เด็กที่มีการติดเชื้อ ทางเดินหายใจส่วนบน (upper respiratory tract infection) จะมีอาการไอตามหลังจากนั้นประมาณ 1-3 สัปดาห์ บางรายงานพบว่าสามารถมีอาการไอตามหลังการติดเชื้อได้นานถึง 20-25 วัน จึงเป็นที่มาของนิยามของอาการไอเรื้อรังในเด็กที่ใช้ระยะเวลานานกว่า 4 สัปดาห์3

4. ไข้เรื้อรังไม่ทราบสาเหตุ (Fever of unknown origin)

ภาวะไข้เรื้อรังไม่ทราบสาเหตุในเด็กเป็นปัญหาที่สำคัญทางคลินิก มีความยากใน การวินิจฉัยแยกโรคที่เป็นสาเหตุ ซึ่งสาเหตุพบได้ทั้งในโรคที่ไม่รุนแรงสามารถหายได้เอง และโรคที่มีความต้องการรักษาเร่งด่วน หากเลือกส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ไม่เหมาะสม ทำให้การวินิจฉัยโรคล่าช้า อาจส่งผลเกิดความพิการหรือภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ ดังนั้นจึงเป็นความท้าทาย ของแพทย์ผู้ดูแลรักษาผู้ป่วยเด็กกลุ่มนี้

5. ภาวะเลือดออกง่ายหยุดยาก (Bleeding tendency)

ภาวะเลือดออกง่ายหยุดยากเป็นปัญหาสำคัญที่พบได้ในทางคลินิกทั้งในเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ ผู้ป่วยมักมีอาการนำที่ต้องมาพบแพทย์ได้ค่อนข้างหลากหลาย เช่น จุดจ้ำเลือดตามผิวหนัง เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน เลือดออกในข้อ เลือดออกตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยแยกว่าเกิดจากความผิดปกติเฉพาะที่หรือเป็นความผิดปกติของ ระบบการแข็งตัวของเลือด

ระบบการแข็งตัวของเลือดประกอบด้วยหลายส่วนทั้งหลอดเลือด เกล็ดเลือด ปัจจัย การแข็งตัวของเลือด และระบบการละลายลิ่มเลือด หากมีการทำงานของส่วนใดส่วนหนึ่งหรือ หลายส่วนผิดปกติไปจะส่งผลทำให้มีอาการเลือดออกผิดปกติตามมา

6. ต่อมน้ำเหลืองโต (Lymphadenopathy)

ภาวะต่อมน้ำเหลืองโตเป็นภาวะที่พบบ่อยในเด็ก ขนาด ตำแหน่ง และจำนวนต่อม น้ำเหลืองที่โตบ่งชี้ถึงสาเหตุของต่อมน้ำเหลืองโตได้ เช่น การอักเสบติดเชื้อ โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (autoimmune) โรคมะเร็ง4 ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต (cervical lymphadenopathy) พบประมาณร้อยละ 90 อายุที่พบบ่อยคือ 4-8 ปี5 และร้อยละ 45-57 ของเด็กสุขภาพดีสามารถพบต่อมน้ำเหลืองโตอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต6 สาเหตุของต่อมน้ำเหลืองโตส่วนใหญ่เกิดจากการอักเสบติดเชื้อเป็นหลัก แต่ผู้ปกครองมักกังวลเนื่องจากภาวะต่อมน้ำเหลืองโตอาจเป็นอาการนำของโรคมะเร็ง และนำผู้ป่วยมาพบแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด7 ดังนั้นเนื้อหาในบทนี้จะเน้นการซักประวัติ และตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อให้การวินิจฉัยสาเหตุของต่อมน้ำเหลืองโตได้อย่างถูกต้อง

7. ภาวะกรดไหลย้อนในเด็กและทารก (Gastroesophageal reflux in children and infants)

ภาวะกรดไหลย้อนในทารก (Gastroesophageal reflux, GER) เป็นกระบวนการ ทางสรีรวิทยาที่ปกติ เกิดจากของเหลวหรือสารอาหารจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหาร โดยอาจจะมีหรือไม่มีอาการอาเจียนหรือสำรอกสารอาหารออกจากปากซึ่งพบได้บ่อยในทารกและเด็กโต ส่วนโรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal reflux disease, GERD) นั้น จะมีการไหลย้อนของของเหลวหรือสารอาหารจากกระเพาะขึ้นมายังหลอดอาหารร่วมกับมี ภาวะแทรกซ้อนได้ทั้งในและนอกระบบทางเดินอาหาร เช่น เลี้ยงไม่โต หลอดอาหารอักเสบ ปอดอักเสบเรื้อรัง ซึ่งอาการและภาวะแทรกซ้อนนั้นเกิดได้ในเด็กทุกช่วงอายุ8,9

8. ปัสสาวะเป็นเลือด (Hematuria)

ปัสสาวะเป็นเลือดเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในเวชปฏิบัติ ความชุกของปัสสาวะเป็นเลือด ในเด็กวัยเรียนพบประมาณร้อยละ 0.5-110 สาเหตุของปัสสาวะเป็นเลือดเกิดได้ทั้งจากภาวะหรือ โรคที่ไม่รุนแรง เช่น ปัสสาวะเป็นเลือดหลังการออกกำลังกายอย่างหนัก และภาวะหรือโรคที่รุนแรง เช่น โรคไตอักเสบลูปัส (lupus nephritis) แพทย์จึงควรทราบแนวทางในการซักประวัติ การตรวจร่างกาย การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ การวินิจฉัย การวินิจฉัยแยกโรค การรักษาเบื้องต้น ข้อบ่งชี้ในการส่งตรวจชิ้นเนื้อไต และการส่งต่อผู้ป่วยไปพบกุมารแพทย์โรคไต

9. อาการเขียวในทารกแรกเกิด (Cyanosis in newborn)

อาการเขียวในทารกแรกเกิดถือว่าเป็นอาการแสดงสำคัญที่ต้องให้การวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นภาวะที่เซลล์ขาดออกซิเจน (hypoxia) ส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงาน ผิดปกติ โดยเฉพาะระบบหัวใจและประสาทที่เป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย (vital organs) หากไม่ได้รับการรักษาจะนำไปสู่ภาวะช็อกหรือหัวใจหยุดเต้นได้

อาการเขียว (cyanosis) คือ ภาวะที่ร่างกายมีระดับฮีโมโกลบินที่ไม่ได้จับกับออกซิเจน (deoxyhemoglobin) ในเลือดมากกว่า 5 กรัม/เดซิลิตร ทารกจะมีผิวเขียวคล้ำทั่วร่างกาย สามารถเห็นชัดบริเวณริมฝีปาก ลิ้น ปลายนิ้วมือ และปลายนิ้วเท้าของทารก เมื่อตรวจค่าความ อิ่มตัวออกซิเจน (oxygen saturation, SpO2) พบว่ามีค่าน้อยกว่าร้อยละ 9511

10. อาการหมดสติชั่วคราวในเด็ก (Syncope in children)

อาการหมดสติชั่วคราวในเด็ก เป็นอาการที่พบได้บ่อยในเวชปฏิบัติ โดยเฉพาะในคลินิกผู้ป่วยนอก และห้องฉุกเฉิน สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ

อาการหมดสติชั่วคราว (syncope) คือ ภาวะที่มีการสูญเสียความรู้สึกตัวและการทรงตัวชั่วขณะ (transient loss of consciousness and postural tone) จากการลดลงของปริมาณเลือดที่ไปยังสมอง (cerebral perfusion) โดยอาการเกิดขึ้นได้เองอย่างกะทันหัน เป็นอยู่เพียงชั่วคราว และหายเองได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีอาการใด ๆ หลงเหลือหลังจากที่ผู้ป่วยฟื้นขึ้นมา อาการหมดสติชั่วคราวนี้จัดเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เรียกว่า transient loss of consciousness (TLOC)1 โดยที่ TLOC สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ไม่ได้เกิดหลังจากการบาดเจ็บทางศีรษะ (non-traumatic TLOC) และกลุ่มเกิดจากการบาดเจ็บทางศีรษะ (traumatic TLOC) ซึ่งจะไม่ได้กล่าวถึงในบทนี้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจมาพบแพทย์ด้วยอาการที่ใกล้เคียงกันกับภาวะเป็นลมได้ เช่น ภาวะ presyncope หรือ near syncope ผู้ป่วยจะมีอาการวิงเวียน หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม แต่ไม่มีการสูญเสียความรู้สึกตัว

11 ภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัย (Precocious puberty)

การเข้าสู่วัยหนุ่มสาวเป็นช่วงที่ร่างกายมีการเจริญเติบโตเต็มที่ มีการเปลี่ยนแปลง อย่างชัดเจนทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และระดับฮอร์โมน ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็ก เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ มีการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่แสดงความเป็นหนุ่มสาว และพัฒนาการด้านความสามารถในการเจริญพันธุ์ ซึ่งเกิดจากกระบวนการที่ซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุม จากพันธุกรรม เมทาบอลิก สิ่งแวดล้อม เชื้อชาติ รวมถึงสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคม12

12 โรคอ้วนในเด็ก (Childhood obesity)

โรคอ้วนในเด็กเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพสำคัญของหน่วยงานสาธารณสุขทั่วโลก ปัจจุบันสถานการณ์โรคอ้วนในเด็กมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ประเทศไทยมีความชุกของโรคอ้วน ในเด็กเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.8 ในปี พ.ศ. 2540 เป็นร้อยละ 9.2 ในปี พ.ศ. 2562 และพบเด็กที่เริ่มเป็นโรคอ้วนตั้งแต่อายุน้อย ปัญหาโรคอ้วนนี้นอกจากจะส่งผลกระทบต่อรูปลักษณ์ภายนอก ของเด็กแล้ว ยังส่งผลต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้น และระยะยาวจนถึงวัยผู้ใหญ่อีกด้วย13-15 โรคอ้วนเกิดจากความไม่สมดุลของการได้รับพลังงาน และการใช้พลังงานของร่างกาย สามารถแบ่งสาเหตุได้ 2 กลุ่ม ได้แก่

  1. โรคอ้วนปฐมภูมิ (primary/simple obesity)
  2. โรคอ้วนทุติยภูมิ (secondary obesity)

13 ภาวะหายใจลำบากในทารกแรกเกิด (Respiratory distress in newborn)

ภาวะหายใจลำบากในทารกแรกเกิด (respiratory distress in the newborn) พบได้บ่อยทั้งในทารกแรกเกิดครบกำหนด และก่อนกำหนด เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทารกแรกเกิดต้องได้รับการรักษาในหอผู้ป่วย อุบัติการณ์ของภาวะนี้พบได้ประมาณร้อยละ 7 ของทารกแรกเกิดทั้งหมด16 และพบในทารกแรกเกิดก่อนกำหนดมากกว่าทารกแรกเกิดครบกำหนด โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในทารกแรกเกิดที่มีอายุครรภ์น้อย การมีแนวทางการป้องกัน ตลอดจนแนวทางการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง และทันท่วงที จะช่วยลดโอกาสการเสียชีวิตหรือการเกิดภาวะแทรกซ้อน ของโรคได้ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว เช่น ภาวะหายใจล้มเหลว โรคปอดเรื้อรัง17-20

14 ภาวะหยุดหายใจในทารกแรกเกิด (Neonatal apnea)

ทารกเกิดก่อนกำหนดประมาณร้อยละ 30-4521 มักมีลักษณะการหายใจช้าเร็วสลับกัน (periodic breathing) คือจะมีการหยุดหายใจเป็นช่วงสั้น ๆ นานประมาณ 5-10 วินาที สลับกับการหายใจที่สม่ำเสมอหรือเร็วขึ้น โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาอื่น ๆ ร่วมด้วย22 ภาวะนี้ถือเป็นภาวะปกติที่พบได้ เกิดจากกลไกการควบคุมการหายใจยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ และไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา ในทางตรงกันข้าม ภาวะหยุดหายใจ (apnea) เป็นการหยุดหายใจทางพยาธิวิทยาที่ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาอื่น ๆ ตามมา จึงจำเป็นต้องได้รับการรักษา

15 ภาวะซีดในทารกแรกเกิด (Neonatal anemia)

ภาวะซีดในทารกแรกเกิดหรือภาวะโลหิตจางในทารกแรกเกิด เกิดจากหลายสาเหตุ และมีความรุนแรงที่แตกต่างกัน อีกทั้งสาเหตุของภาวะซีดในทารกแรกเกิดในแต่ละช่วงอายุยังมีความแตกต่างกัน การวินิจฉัยภาวะดังกล่าวจึงต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับการสร้างเม็ดเลือดของทารกในครรภ์ และทารกแรกเกิด ร่วมกับอาการและอาการแสดงของทารก รวมถึงการเลือกส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างเหมาะสม จึงจะทำให้การหาสาเหตุของภาวะซีดในทารกแรกเกิดเป็นไปอย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ

16. ภาวะเหลืองในทารกแรกเกิด (Neonatal jaundice)

ภาวะตัวเหลืองเป็นปัญหาที่พบบ่อยในทารกแรกเกิด พบได้ประมาณร้อยละ 60 ใน ทารกเกิดครบกำหนดและร้อยละ 80 ในทารกเกิดก่อนกำหนด ภาวะตัวเหลืองเป็นได้ทั้งแบบปกติ (physiologic jaundice) และแบบมีพยาธิสภาพ (pathologic jaundice) ภาวะตัวเหลืองแบบ มีพยาธิสภาพที่รุนแรงทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน และมีผลกระทบต่อการทำงานและพัฒนาการ ของสมองในระยะยาว การวินิจฉัยต้องอาศัยการซักประวัติ การตรวจร่างกาย และการส่งตรวจ ทางห้องปฏิบัติการอย่างเหมาะสม ในบทนี้จะกล่าวถึงภาวะตัวเหลืองที่เกิดจากบิลิรูบินชนิด unconjugated เท่านั้น

17. ผื่นผิวหนังที่พบบ่อยในเด็ก (Common skin lesions in children)

ผิวหนังเป็นส่วนที่ปกคลุมร่างกายที่อยู่ด้านนอก และมีส่วนประกอบ 3 ส่วน1, 2-4 ได้แก่ ชั้นหนังกำพร้า (epidermis) หนังแท้ (dermis) และชั้นไขมัน (subcutaneous tissue) โดยในแต่ละส่วนก็จะมีส่วนประกอบต่าง ๆ อยู่ข้างใน เช่น ขน ต่อมเหงื่อ ต่อมไขมัน เส้นเลือด เส้นประสาท

ลักษณะโครงสร้างของผิวหนัง

18. ผื่นลมพิษ (Urticaria)

ผื่นลมพิษเป็นอาการและอาการแสดงทางผิวหนังที่พบได้บ่อย23 โดยผิวหนังจะมีรอยนูน (wheals) รอยแดง (flares) คัน การบวมของเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง (angioedema) หรือทั้งสองอย่าง พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย23-26 ร้อยละ 15-20 ของประชากรทั่วไปจะเกิดผื่นลมพิษอย่างน้อยครั้งหนึ่ง

ในช่วงชีวิตผู้ป่วยเหล่านี้อาจมีโรคภูมิแพ้อื่น ๆ ร่วมด้วยมากกว่าประชากรทั่วไปเล็กน้อย ผื่นลมพิษเป็นผลจากการซึมผ่านของหลอดเลือดเพิ่มขึ้น (vascular permeability) และเป็นหนึ่งในเกณฑ์วินิจฉัยที่พบบ่อยสุดของการแพ้ชนิดรุนแรงหรือ anaphylaxis นอกจากผื่นดังกล่าว ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ไอ หายใจลำบากหรือหายใจหอบเหนื่อย หมดสติ ความดันโลหิตต่ำ ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉิน บางรายอาจมีอาการรุนแรงมากถึงขั้นเสียชีวิตได้23-26 ดังนั้นแพทย์จึงควรมองหาอาการอื่นที่ช่วยในการวินิจฉัยภาวะการแพ้รุนแรงแบบเฉียบพลันก่อน เพื่อจะได้ให้การดูแลรักษาจำเพาะอย่างทันท่วงที ในบทนี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะอาการผื่นลมพิษที่ไม่เข้ากับภาวะการแพ้รุนแรงแบบเฉียบพลัน

19. อาการภูมิแพ้ในเด็ก (Allergic symptom in children)

โรคภูมิแพ้หรือภาวะภูมิแพ้ (allergic diseases หรือ allergy) เป็นภาวะที่มีความผิดปกติของภูมิคุ้มกันของร่างกายในการตอบสนองต่อสิ่งภายนอกที่มากระตุ้น และเป็นการตอบสนอง ที่ไม่พึงประสงค์จนก่อให้เกิดอาการต่าง ๆ ของโรคภูมิแพ้ อิมมูโนโกลบูลิน (immunoglobulin) ที่สร้างมากเกินกว่าปกติในโรคภูมิแพ้ คือ immunoglobulin E (IgE)

20. การช่วยเหลือคุ้มครองเด็กที่ถูกทารุณกรรม (Child protection and care in child abuse)

การทารุณกรรมเด็กเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมากขึ้นในสังคมปัจจุบัน เนื่องจากมีความ ซับซ้อนของปัญหาอื่นที่เข้ามาในโลกสมัยใหม่ ได้แก่ ความตึงเครียดทางสังคม ภาวะเศรษฐกิจ ที่ตกต่ำ การเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย การใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ การเป็นครอบครัวเดี่ยว การขาดทักษะในการดูแลเด็ก การใช้สุรา หรือยาเสพติด รวมถึงการคาดหวังในการเลี้ยงดูเด็กโดยไม่เข้าใจพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัย หรือเด็กมีความผิดปกติของโรคและพฤติกรรมที่ผู้ปกครอง ไม่เข้าใจวิธีการดูแล เช่น สมาธิสั้น ออทิสติก ปัญหาการเรียนรู้ที่ช้า จึงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการทำร้ายเด็กจนเป็นเหตุให้เจ็บป่วย พิการ และบางรายรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

สรุป

หนังสือ อาการวิทยาในเด็ก เป็นผลงานทางวิชาการที่รวบรวมองค์ความรู้สำคัญเกี่ยวกับอาการและภาวะเจ็บป่วยที่พบบ่อยในผู้ป่วยเด็ก ตั้งแต่ทารกแรกเกิดจนถึงวัยรุ่น โดยเนื้อหาครอบคลุมประเด็นหลากหลาย ทั้งอาการพูดช้า หายใจหอบเหนื่อย ไอเรื้อรัง ไข้เรื้อรังไม่ทราบสาเหตุ ภาวะเลือดออกง่ายหยุดยาก ต่อมน้ำเหลืองโต กรดไหลย้อน ปัสสาวะเป็นเลือด อาการเขียว หมดสติชั่วคราว ภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัย โรคอ้วนในเด็ก ตลอดจนปัญหาเฉพาะในทารกแรกเกิด เช่น ภาวะหายใจลำบาก หยุดหายใจ ซีด และตัวเหลือง

นอกจากนี้ หนังสือยังให้ความสำคัญกับอาการทางผิวหนัง ภูมิแพ้ในเด็ก รวมถึงประเด็นละเอียดอ่อนอย่างการช่วยเหลือและคุ้มครองเด็กที่ถูกทารุณกรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการดูแลผู้ป่วยเด็กไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาโรคเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยความเข้าใจรอบด้าน ทั้งทางร่างกาย จิตใจ พัฒนาการ ครอบครัว และสังคม

ด้วยเนื้อหาที่เป็นระบบและครอบคลุม อาการวิทยาในเด็ก จึงเหมาะสำหรับนิสิตแพทย์ นักศึกษาแพทย์ แพทย์ทั่วไป แพทย์ประจำบ้าน กุมารแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเด็ก เพื่อใช้เป็นแนวทางประกอบการประเมินอาการ วินิจฉัยแยกโรค และวางแผนดูแลผู้ป่วยเด็กได้อย่างเหมาะสม อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการรักษา และส่งเสริมให้เด็กเติบโตอย่างแข็งแรงสมวัยในอนาคต

เอกสารอ้างอิง

  1. Morice AH, Millqvist E, Bieksiene K, Birring SS, Dicpinigaitis P, Domingo Ribas C, et al.
    ERS guidelines on the diagnosis and treatment of chronic cough in adults and children.
    Eur Respir J. 2020 Jan 2;55(1):1901136. doi: 10.1183/13993003.01136-2019.
  2. Turner RD, Birring SS. Chronic cough: ATP, afferent pathways and hypersensitivity. Eur Respir J. 2019;54 (1):1900889. doi: 10.1183/13993003.00889-2019.
  3. Chang AB, Oppenheimer JJ, Irwin RS. Managing Chronic Cough as a Symptom in Children and Management Algorithms: CHEST Guideline and Expert Panel Report. Chest. 2020;
    158 (1):303-29.
  4. Deosthali A, Donches K, DelVecchio M, Aronoff S. Etiologies of Pediatric Cervical Lymphadenopathy: A Systematic Review of 2687 Subjects. Global Pediatric Health 2019; 6:2333794X19865440.
  5. Weinstock MS, Patel NA, Smith LP. Pediatric Cervical Lymphadenopathy. Pediatr Rev 2018; 39(9):433–43.
  6. King D, Ramachandra J, Yeomanson D. Lymphadenopathy in children: refer or reassure? Arch Dis Child Educ Pract Ed. 2014;99(3):101-10.
  7. Sahai S. Lymphadenopathy. Pediatr Rev. 2013;34(5):216–27.
  8. Rosen R, Vandenplas Y, Singendonk M, Cabana M, DiLorenzo C, Gottrand F, et al. Pediatric gastroesophageal reflux clinical practice guidelines: joint recommendations of the North American Society for Pediatric Gastroenterology, Hepatology, and Nutrition (NASPGHAN) and the European Society for Pediatric Gastroenterology, Hepatology, and Nutrition (ESPGHAN). J Pediatr Gastroenterol Nutr 2009;49(4):498-547.
  9. Rosen R, Vandenplas Y, Singendonk M, Cabana M, DiLorenzo C, Gottrand F, et al. Pediatric Gastroesophageal Reflux Clinical Practice Guidelines: Joint Recommendations of the North American Society for Pediatric Gastroenterology, Hepatology, and Nutrition and the European Society for Pediatric Gastroenterology, Hepatology, and Nutrition. J Pediatr Gastroenterol Nutr. 2018;66(3):516-54.
  10. Yap HK, Shenoy M. Approach to the Child with Hematuria and/or Proteinuria. In: Emma F, Goldstein SL, Bagga A, Bates CM, Shroff R, editors. Pediatric Nephrology. 8th ed. Berlin Heidelberg: Springer-Verlag; 2022:235-43.
  11. Plana MN, Zamora J, Suresh G, Fernandez-Pineda L, Thangaratinam S, Ewer AK. Pulse oximetry screening for critical congenital heart defects. Cochrane Database Syst Rev. 2018;3(3):CD011912.
  12. Cheuiche AV, da Silveira LG, de Paula LCP, Lucena IRS, Silveiro SP. Diagnosis and management of precocious sexual maturation: an updated review. Eur J Pediatr. 2021;180(10):3073-87.
  13. ประเทศไทย ส. การสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2562 รายงานผลฉบับสมบูรณ์. ประเทศไทย: สำนักงานสถิติแห่งชาติ ประเทศไทย; 2018.
  14. Pawloski L, Mitchell P, Curtin KM, Harnirattisai T, Vuthiarpa S. Obesity in children and adolescents in Thailand:: Access and education issues for programming and policy in a post COVID-19 epoch. วารสาร การ ศึกษา บุคลากร สุขภาพ. 2023:36.
  15. อรพร ดำรงวงศ์ศิริ, บรรณาธิการ. Childhood Obesity: A Comprehensive approach and management. กรุงเทพฯ: ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล; 2023.
  16. Edwards MO, Kotecha SJ, Kotecha S. Respiratory distress of the term newborn infant. Paediatr Respir Rev. 2013;14(1):29–36.
  17. Hibbard JU, Wilkins I, Sun L, Gregory K, Haberman S, Hoffman M, et al. Respiratory morbidity in late preterm births. JAMA. 2010;304(4):419–25.
  18. Mahoney AD, Jain L. Respiratory disorders in moderately preterm, late preterm, and early term infants. Clin Perinatol. 2013;40(4):665–78.
  19. Parkash A, Haider N, Khoso ZA, Shaikh AS. Frequency, causes and outcome of neonates with respiratory distress admitted to Neonatal Intensive Care Unit, National Institute of Child Health, Karachi. J Pak Med Assoc. 2015;65(7):771-5.
  20. Ahlfeld SK. Respiratory tract disorders. In: Kliegman RM, St. Geme JW, Behrman RE, editors. Nelson textbook of pediatrics. 21th ed. Philadelphia: Elsevier; 2020. p.972.
  21. Mishra S, Agarwal R, Jeevasankar M, Aggarwal R, Deorari AK, Paul VK. Apnea in the newborn. Indian J Pediatr. 2008;75(1):57-61.
  22. Alvaro R, Rigatto H. Control of breathing in fetal life and onset and control of breathing in the neonate. In: Polin RA, Abman SH, Rowitch DH, Benitz WE, Fox WW, editors. Fetal and Neonatal Physiology. 5th ed. Philadelphia, PA: Elsevier; 2017. p. 737-47.
  23. เพ็ญพรรณ วัฒนไกร. Urticaria [Internet]. 2551. [เข้าถึงเมื่อ 2566 ตุลาคม 1] เข้าถึงได้จาก https://www.rama.mahidol.ac.th/med/sites/default/files/public/pdf/medicinebook1/URTICARIA.pdf
  24. Saini SS. Urticaria and Angioedema. In: Burks AW, Holgate ST, O’Hehir RE, Broide DH, Bacharier LB, Hershey GK, Peebles RS, Middleton E, editors. Middleton’s Allergy: Principles and practice. 9th ed. Elsevier; 2020. p. 562-75.
  25. Zuberbier T, Latiff A, Abuzakouk M, Aquilina S, Asero R, Baker D, et al. The international EAACI/GA2LEN/EuroGuiDerm/APAAACI guideline for the definition, classification, diagnosis, and management of urticaria. Allergy Eur J Allergy Clin Immunol. 2022;77(3):734–66.
  26. ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลิตร โรคลมพิษ [Internet]. 2560. [เข้าถึงเมื่อ 2566 กันยายน 14] เข้าถึงได้จาก: https://www.si.mahidol.ac.th/Th/healthdetail.asp?aid=23

Soraya S.

Writer

Graphic Design และ Content Creator ที่หลงใหลในการเขียน Content และเชื่อว่า Content เป็นสิ่งสำคัญในการสื่อสารกับทุก ๆ คน