ไมโครคอนโทรลเลอร์ตระกูล MCS-51 เป็นไมโครคอนโทรลเลอร์ที่ได้รับการยอมรับและถูกนำไปใช้ในการพัฒนาระบบควบคุมประเภทต่าง ๆ ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่มาแล้วเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันไมโครคอนโทรลเลอร์ในตระกูลดังกล่าวถูกผลิตออกมาจำหน่ายหลายรุ่นด้วยกัน โดยแต่ละรุ่นจะมีโครงสร้างและส่วนประกอบหลักคล้ายคลึงกัน และด้วยโครงสร้างพื้นฐานและสถาปัตยกรรมที่เข้าใจง่าย ไมโครคอนโทรลเลอร์ตระกูล MCS-51 จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกในการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาระบบควบคุมตามวัตถุประสงค์ต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับไมโครคอนโทรลเลอร์
ปัจจุบันการใช้งานอุปกรณ์อำนวยความสะดวกประเภทต่างๆ ทั้งในภาคครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรม ได้มีการนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในการควบคุมการทำงาน อาทิเช่น การใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ยานพาหนะ รวมถึงเครื่องจักรกลการผลิตในอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ เป็นต้น โดยระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในงานควบคุมดังกล่าวจะมีองค์ประกอบที่สำคัญ ดังนี้
1. หน่วยประมวลผลกลางหรือซีพียู (Central Processing Unit)
2. หน่วยความจำ
3. พอร์ตอินพุตและเอาต์พุต

โครงสร้างและสถาปัตยกรรมของไมโครคอนโทรลเลอร์ MCS-51
ดังที่กล่าวมาแล้วในบทที่ 1 ว่าไมโครคอนโทรลเลอร์ตระกูล MCS-51 นั้นมีอยู่ด้วยกันหลายเบอร์ โดยที่แต่ละเบอร์อาจมีโครงสร้างภายในที่แตกต่างกันไป เช่น บางเบอร์อาจจะมีหน่วยความจำโปรแกรมภายในเป็นแบบ ROM บางเบอร์เป็นแบบ EPROM หรือแบบ Flash บางเบอร์อาจมีขนาดของหน่วยความจำข้อมูลภายใน (RAM) เท่ากับ 128 ไบต์ ในขณะที่บางเบอร์อาจมีขนาด 256 ไบต์ เป็นต้น ซึ่งรายละเอียดดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากคู่มือของไอซีเบอร์นั้นๆ โดยตรง นอกจากโครงสร้างภายในที่แตกต่างกันแล้ว ไอซีไมโครคอนโทรลเลอร์ตระกูล MCS-51 ยังมีลักษณะของแพ็กเกจหลากหลายรูปแบบแตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น แพ็กเกจแบบ DIP (Dual In-line Package) ที่ใช้ในไอซีเบอร์ 80C31 80C51 หรือ AT89C51 จะมีขาสัญญาณจำนวน 40 ขา โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มของขาสัญญาณแอดเดรส สัญญาณข้อมูล และสัญญาณควบคุม ซึ่งมีหน้าที่แตกต่างกันออกไป
ชุดคำสั่งและการเขียนโปรแกรมภาษาแอสเซมบลี
ไมโครคอนโทรลเลอร์ตระกูล MCS-51 ถือเป็นหนึ่งในไมโครคอนโทรลเลอร์ตระกูลที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เนื่องจากใช้งานง่ายและสามารถเขียนโปรแกรมได้ทั้งภาษาแอสเซมบลีและภาษาซี อีกทั้งยังมีทรัพยากรที่อำนวยความสะดวกในการพัฒนาโปรแกรม สำหรับเนื้อหาในบทนี้จะกล่าวถึงรายละเอียดของชุดคำสั่งของไมโครคอนโทรลเลอร์ตระกูล MCS-51 และการเขียนโปรแกรมภาษาแอสเซมบลีเพื่อเป็นความรู้พื้นฐานในการประยุกต์ใช้งานไมโครคอนโทรลเลอร์ต่อไป
1. ชุดคำสั่งของไมโครคอนโทรลเลอร์ MCS-51
2. การเขียนโปรแกรมภาษาแอสเซมบลี
3. เครื่องมือในการพัฒนางานสำหรับไมโครคอนโทรลเลอร์ MCS-51
การเขียนโปรแกรมภาษาซีสำหรับไมโครคอนโทรลเลอร์
การเขียนโปรแกรมภาษาแอสเซมบลีสำหรับควบคุมไมโครคอนโทรลเลอร์นั้นมีข้อดีที่ผลลัพธ์ของโปรแกรมจะมีขนาดเล็กรวมถึงมีการทำงานของที่รวดเร็ว อย่างไรก็ตามในการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาแอสเซมบลีนั้น โครงสร้างของโปรแกรมจะดูยุ่งยากและจำนวนบรรทัดในการเขียนโปรแกรมจะมีมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการพัฒนาโปรแกรมด้วยภาษาระดับสูง เช่น ภาษาซี หรือภาษาเบสิค เป็นต้น ในปัจจุบันคอมไพเลอร์ซึ่งใช้สำหรับการแปลภาษาได้ถูกพัฒนาขึ้นจนสามารถทำการแปลภาษาระดับสูงให้มีผลลัพธ์ของโปรแกรมเป็นรหัสภาษาเครื่องที่มีขนาดเล็กลงมาก ส่งผลให้การเขียนโปรแกรมด้วยภาษาระดับสูงเป็นที่นิยมมากขึ้น สำหรับเนื้อหาที่จะกล่าวถึงในบทนี้เป็นการเรียนรู้การเขียนโปรแกรมภาษาซีสำหรับควบคุมไมโครคอนโทรลเลอร์ ทั้งนี้เนื่องจากภาษาซีเป็นภาษาแบบโครงสร้างที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถนำไปใช้กับงานที่ซับซ้อนได้ ส่งผลให้การพัฒนาโปรแกรมสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว
1. โครงสร้างของภาษาซี
2. ตัวดำเนินการในภาษาซี
3. คำสั่งสำหรับควบคุมการทำงานในภาษาซี
4. อาร์เรย์และพอยน์เตอร์ในภาษาซี
5. การสร้างฟังก์ชันในภาษาซี
การเชื่อมต่อไมโครคอนโทรลเลอร์กับอุปกรณ์อินพุตและเอาต์พุต
การทำงานของไมโครคอนโทรลเลอร์มีความจำเป็นที่จะต้องติดต่อกับวงจรหรืออุปกรณ์ภายนอกเสมอ ยกตัวอย่างเช่นการที่ไมโครคอนโทรลเลอร์ทำการอ่านข้อมูลจากอุปกรณ์อินพุตและทำการส่งข้อมูลออกไปทางอุปกรณ์เอาต์พุต โดยกระบวนการดังกล่าวไมโครคอนโทรลเลอร์จะทำการติดต่อกับอุปกรณ์ภายนอกผ่านทางพอร์ต (Port) ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าพอร์ตคือช่องทางในการโอนย้ายข้อมูลระหว่างไมโครคอนโทรลเลอร์กับอุปกรณ์ภายนอก สำหรับเนื้อหาในบทนี้จะกล่าวถึงการใช้งานพอร์ตอินพุตและพอร์ตเอาต์พุตของไมโครคอนโทรลเลอร์ตระกูล MCS-51 เพื่อควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ภายนอก
1. พอร์ตของไมโครคอนโทรลเลอร์ MCS-51
2. การเชื่อมต่อไมโครคอนโทรลเลอร์ MCS-51 กับอุปกรณ์อินพุต
3. การเชื่อมต่อไมโครคอนโทรลเลอร์ MCS-51 กับอุปกรณ์เอาต์พุต

การอินเตอร์รัพท์
การทำงานของระบบไมโครคอนโทรลเลอร์โดยปกติมักมีการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอกร่วมอยู่ด้วย ดังนั้นระบบจึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบสถานะของอุปกรณ์เหล่านั้นอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น หากมีการเชื่อมต่อไมโครคอนโทรลเลอร์กับสวิตช์ซึ่งใช้ในการควบคุมระบบการนับจำนวนคนที่เดินผ่านประตูทางเข้าอาคาร ขณะที่ระบบนับกำลังทำงานอยู่หากมีการกดสวิตช์จะทำให้ระบบหยุดทำงาน ดังนั้นในการเขียนโปรแกรมเพื่อควบคุมระบบดังกล่าวอาจต้องสั่งให้ระบบคอยทำการตรวจสอบสถานะของสวิตช์ไปด้วยว่าถูกกดหรือไม่ การเขียนโปรแกรมในลักษณะดังกล่าวนี้เรียกว่า การเขียนโปรแกรมแบบหยั่งสัญญาณหรือแบบโพลลิ่ง (Polling) อย่างไรก็ตามในการเขียนโปรแกรมแบบนี้ หากมีอุปกรณ์ภายนอกจำนวนมากเชื่อมต่ออยู่กับระบบอาจทำให้ไมโครคอนโทรลเลอร์เสียเวลาในการทำงานหลักไปเนื่องจากต้องคอยมาตรวจสอบสถานะของอุปกรณ์ดังกล่าว การอินเตอร์รัพท์ (Interrupt) จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่นิยมนำมาใช้เพื่อให้ไมโครคอนโทรลเลอร์สามารถจัดการตอบรับหรือตอบสนองการติดต่อกับอุปกรณ์ภายนอกในลักษณะดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว โดยจะปล่อยให้ไมโครคอนโทรลเลอร์ทำงานหลักที่ถูกกำหนดไว้ หากมีอุปกรณ์ภายนอกต้องการติดต่อกับระบบก็จะส่งสัญญาณเข้ามาขัดจังหวะการทำงานของไมโครคอนโทรลเลอร์เอง ดังนั้นไมโครคอนโทรลเลอร์จึงไม่ต้องเสียเวลาในการตรวจสอบสถานะของอุปกรณ์ดังกล่าว ส่งผลให้การทำงานของระบบเป็นไปอย่างรวดเร็ว
1. การอินเตอร์รัพท์ในระบบไมโครคอนโทรลเลอร์
2. สัญญาณอินเตอร์รัพท์ของไมโครคอนโทรลเลอร์ MCS-51
3. รีจิสเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการอินเตอร์รัพท์
4. การออกแบบโปรแกรมตอบสนองการอินเตอร์รัพท์
5. การอินเตอร์รัพท์จากสัญญาณภายนอก
การใช้งานไทม์เมอร์และเคาน์เตอร์
ในการใช้งานไมโครคอนโทรลเลอร์สำหรับงานควบคุมประเภทต่างๆ จำเป็นต้องมีวงจรที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการนับหรือจับเวลา ยกตัวอย่างเช่น การนับจำนวนพัลส์ที่เข้ามาในระบบ หรือการหน่วงเวลาการทำงานภายในโปรแกรม ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการดำเนินการดังกล่าวสามารถทำได้โดยวิธีการทางด้านซอฟต์แวร์ เช่น การเขียนโปรแกรมเพื่อวนรอบนับสัญญาณหรือจับเวลา อย่างไรก็ตามวิธีการดังกล่าวจะส่งผลให้ระบบต้องเสียเวลาในการดูแลงานเหล่านั้นและอาจทำให้การทำงานที่เกี่ยวกับฐานเวลาไม่แม่นยำเท่าที่ควร ดังนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภายในการทำงานของระบบ การดำเนินงานในลักษณะดังกล่าวจึงควรใช้งานวงจรนับ/จับเวลา (Timer/Counter) ภายในไมโครคอนโทรลเลอร์ตระกูล MCS-51 ซึ่งสามารถควบคุมการทำงานได้ด้วยการเขียนโปรแกรม โดยหากเป็นการนับสัญญาณจากภายนอกจะเป็นการใช้งานเป็นตัวนับ ในขณะที่หากเป็นการนับสัญญาณนาฬิกาภายในระบบเองจะเป็นการใช้งานเป็นตัวจับเวลา
1. ไทม์เมอร์และเคาน์เตอร์ของไมโครคอนโทรลเลอร์ MCS-51
2. การใช้งานไทม์เมอร์และเคาน์เตอร์
3. การเขียนโปรแกรมควบคุมไทม์เมอร์และเคาน์เตอร์โดยวิธีอินเตอร์รัพท์
การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม
การสื่อสารข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์มีอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบคือ การสื่อสารแบบขนาน (Parallel communication) และการสื่อสารแบบอนุกรม (Serial communication) การสื่อสารแบบขนานนั้น ระบบจะทำการส่งข้อมูลทุกบิตออกไปพร้อมๆ กัน ในขณะที่การสื่อสารแบบอนุกรมจะเป็นการส่งข้อมูลออกไปทีละบิต โดยทั่วไปแล้วการสื่อสารระหว่างไมโครคอนโทรลเลอร์กับเครื่องคอมพิวเตอร์หรือไมโครคอนโทรลเลอร์ด้วยกันเองนั้นจะใช้การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ทั้งนี้เนื่องจากมีข้อได้เปรียบหลายด้านหากเปรียบเทียบกับการสื่อสารแบบขนาน ยกตัวอย่างเช่น ในการสื่อสารข้อมูลขนาด 1 ไบต์ หากใช้การสื่อสารข้อมูลแบบขนานจะต้องใช้สายสัญญาณจำนวนมากกว่าการสื่อสารแบบอนุกรมถึง 8 เท่า ส่งผลให้เกิดความสิ้นเปลืองและความไม่สะดวกในการใช้งาน อย่างไรก็ตามการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรมนั้นจะทำได้ช้ากว่าแบบขนาน แต่ค่าใช้จ่ายจะต่ำกว่ามาก
ไมโครคอนโทรลเลอร์ตระกูล MCS-51 ประกอบด้วยพอร์ตอนุกรมซึ่งใช้ในการรับส่งข้อมูลได้สองทิศทางในพอร์ตเดียวกัน เมื่อไมโครคอนโทรลเลอร์ต้องการติดต่อกับอุปกรณ์ภายนอก ระบบจะทำการเปลี่ยนข้อมูลจากแบบขนานให้เป็นแบบอนุกรมก่อนแล้วจึงส่งข้อมูลออกไป ทั้งนี้เนื่องจากการสื่อสารภายในไมโครคอนโทรลเลอร์เองนั้นเป็นการสื่อสารแบบขนาน ในทางตรงกันข้ามหากไมโครคอนโทรลเลอร์รับข้อมูลเข้ามาจากอุปกรณ์ภายนอก ระบบก็จะทำการเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวจากแบบอนุกรมให้เป็นแบบขนานก่อน แล้วจึงส่งข้อมูลไปประมวลผลผ่านทางบัสข้อมูลขนาด 8 บิตต่อไป
1. พื้นฐานการสื่อสารแบบอนุกรม
2. ไมโครคอนโทรลเลอร์ MCS-51 กับการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม
3. การควบคุมการสื่อสารข้อมูลผ่านพอร์ตอนุกรมของไมโครคอนโทรลเลอร์ MCS-51
4. การเขียนโปรแกรมควบคุมการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรมโดยวิธีอินเตอร์รัพท์
การเชื่อมต่อไมโครคอนโทรลเลอร์กับเซนเซอร์

การเชื่อมต่อไมโครคอนโทรลเลอร์กับเซนเซอร์
ปัจจุบันมีการพัฒนาอุปกรณ์หรือเครื่องจักรกลให้มีความสามารถในการทำงานได้โดยอัตโนมัติและครอบคลุมงานประเภทต่างๆ อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่อุปกรณ์ที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันไปจนถึงเครื่องจักรกลที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การทำงานแบบอัตโนมัตินั้นมิได้หมายความว่าอุปกรณ์หรือเครื่องจักรกลเหล่านั้นจะทำงานอย่างไรก็ได้ หากแต่จะเป็นการทำงานตามเงื่อนไขที่ผู้ออกแบบได้กำหนดไว้ โดยเงื่อนไขของการทำงานแบบอัตโนมัตินั้นเป็นเงื่อนไขที่ใช้สัญญาณทางกายภาพเป็นตัวกำหนด เช่น แรง อุณหภูมิ ความเข้มแสง ความเข้มเสียง แรงดันไฟฟ้า เป็นต้น การจะเลือกใช้สัญญาณแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของงานที่ต้องการจะควบคุม
- ประเภทของเซนเซอร์ที่ใช้งานอยู่โดยทั่วไป
- การเชื่อมต่อระหว่างไมโครคอนโทรลเลอร์กับเซนเซอร์
- การเขียนโปรแกรมรับค่าสัญญาณจากเซนเซอร์
การเชื่อมต่อไมโครคอนโทรลเลอร์กับมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง
ไมโครคอนโทรลเลอร์เป็นอุปกรณ์ที่สามารถติดต่อกับวงจรหรืออุปกรณ์ภายนอกประเภทต่างๆ ได้โดยการรับส่งสัญญาณผ่านทางพอร์ต ยกตัวอย่างเช่นการอ่านข้อมูลจากอุปกรณ์อินพุตและการส่งข้อมูลออกไปควบคุมอุปกรณ์เอาต์พุต สำหรับอุปกรณ์เอาต์พุตที่สามารถพบเห็นได้โดยทั่วไปได้แก่อุปกรณ์ทางกลซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สามารถเคลื่อนที่ได้ ตัวอย่างของอุปกรณ์ทางกลที่เป็นพื้นฐานและพบเห็นได้บ่อยคือ มอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท ได้แก่ มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง (DC Motor) สเต็ปเปอร์มอเตอร์ (Stepper Motor) และเซอร์โวมอเตอร์ (Servo Motor) เป็นต้น สำหรับเนื้อหาในบทนี้จะกล่าวถึงการนำไมโครคอนโทรลเลอร์มาเชื่อมต่อกับมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงเพื่อเป็นแนวทางในการนำไปประยุกต์ใช้งานต่อไป
1. การควบคุมความเร็วของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง
2. วงจรขยายสัญญาณสำหรับมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง
3. การเขียนโปรแกรมควบคุมการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับหุ่นยนต์
ปัจจุบันเทคโนโลยีหุ่นยนต์เป็นที่สนใจและมีการศึกษาวิจัยอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่งผลให้หุ่นยนต์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นทั้งในภาคครัวเรือน ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงภาคการทหาร การพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์เป็นการช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานในแก่มนุษย์ เนื่องจากในงานบางประเภทหากใช้มนุษย์เป็นผู้ดำเนินการอาจมีความเสี่ยงที่จะผิดพลาดหรือเกิดอันตรายขึ้นได้ สำหรับเนื้อหาในบทนี้จะกล่าวถึงรายละเอียดเบื้องต้นของหุ่นยนต์ ทั้งในส่วนของประวัติความเป็นมา ส่วนประกอบที่สำคัญ รวมถึงสถาปัตยกรรมที่ใช้ในการควบคุมการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์
หุ่นยนต์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ หุ่นยนต์เคลื่อนที่ (Mobile robot) และหุ่นยนต์แขนกล (Robot manipulator) หุ่นยนต์เคลื่อนที่นั้นเป็นหุ่นยนต์ที่สามารถพาตัวเองไปยังที่ต่างๆ ได้ สามารถแบ่งออกเป็นประเภทย่อยๆ ได้อีกเป็น 3 ประเภทตามสภาพแวดล้อมที่หุ่นยนต์ปฏิบัติงาน นั่นคือ หุ่นยนต์เคลื่อนที่บนบก หุ่นยนต์เคลื่อนที่ในอากาศ และหุ่นยนต์เคลื่อนที่ในน้ำ ตัวอย่างของหุ่นยนต์เคลื่อนที่แต่ละประเภทดังกล่าวที่พบเห็นได้โดยทั่วไป ได้แก่ หุ่นยนต์เคลื่อนที่แบบล้อสำหรับงานบริการ อากาศยานไร้คนขับหรือโดรน (Drone) และหุ่นยนต์สำรวจใต้น้ำ เป็นต้น สำหรับหุ่นยนต์แขนกลนั้นเป็นหุ่นยนต์ที่สามารถหยิบจับและเคลื่อนย้ายวัตถุที่อยู่ภายในขอบเขตพื้นที่การทำงานของหุ่นยนต์เองเท่านั้น ทั้งนี้เพราะมีข้อจำกัดที่โครงสร้างของหุ่นยนต์ โดยฐานของหุ่นยนต์แขนกลนั้นจะถูกยึดไม่ให้เคลื่อนที่ได้ การทำงานของหุ่นยนต์ประเภทนี้จะทำงานในลักษณะคล้ายกับแขนของมนุษย์

การพัฒนาหุ่นยนต์เคลื่อนที่หลบสิ่งกีดขวาง
ในบทนี้จะกล่าวถึงการออกแบบและสร้างหุ่นยนต์เคลื่อนที่ขนาดเล็กที่มีความสามารถในการตรวจสอบการปะทะกับสิ่งกีดขวางขณะทำการเคลื่อนที่โดยใช้สวิตช์แบบสัมผัส ในการทำงานหากหุ่นยนต์เคลื่อนที่ไปชนกับสิ่งกีดขวางด้านหน้า หุ่นยนต์จะเคลื่อนที่ถอยหลังแล้วเปลี่ยนเส้นทางการเคลื่อนที่ไปในทิศทางอื่น อย่างไรก็ตามในระหว่างที่หุ่นยนต์เคลื่อนที่ถอยหลังนั้น หากเกิดการชนกับสิ่งกีดขวางที่อยู่ด้านหลัง หุ่นยนต์จะหยุดการเคลื่อนที่ทันที ในการพัฒนาหุ่นยนต์เคลื่อนที่ขนาดเล็กจะมีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน คือ การพัฒนาส่วนประกอบทางกล ส่วนของวงจรไฟฟ้า และส่วนของโปรแกรมควบคุม ดังนั้นเพื่อลดความยุ่งยากในการออกแบบทางกล การพัฒนาโครงสร้างของหุ่นยนต์ในบทนี้จึงนำเอาชิ้นส่วนทางกลที่มีจำหน่ายโดยทั่วไปมาประยุกต์ใช้ โดยชิ้นส่วนดังกล่าวสามารถหาซื้อได้จากร้านค้าที่จำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป หรืออาจสั่งซื้อผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่งสามารถค้นหาได้โดยใช้คำสำคัญ (Keyword) เช่น “อะไหล่และชิ้นส่วนหุ่นยนต์” หรือ “Robot parts” เป็นต้น
การพัฒนาหุ่นยนต์เคลื่อนที่ตามแสง
เนื้อหาในบทที่ผ่านมากล่าวถึงการออกแบบและสร้างหุ่นยนต์เคลื่อนที่ขนาดเล็กที่มีความสามารถในการหลบหลีกสิ่งกีดขวาง โดยได้กล่าวถึงรายละเอียดของส่วนประกอบทางกล การออกแบบวงจรไฟฟ้าสำหรับควบคุมอุปกรณ์เชื่อมต่อประเภทต่างๆ รวมถึงรายละเอียดของการเขียนโปรแกรมเพื่อควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์ สำหรับเนื้อหาในบทนี้จะกล่าวถึงการพัฒนาหุ่นยนต์เคลื่อนที่ขนาดเล็กที่มีความสามารถในการตรวจสอบความเข้มของแสง โดยหากหุ่นยนต์ตรวจพบแสงสว่างที่มีความเข้มมากกว่าความเข้มแสงปกติในบริเวณที่หุ่นยนต์ทำงานอยู่ หุ่นยนต์จะเคลื่อนที่ไปตามเงื่อนไขที่ถูกกำหนดไว้ ในการพัฒนาหุ่นยนต์เคลื่อนที่ตามแสงนั้นจะใช้ส่วนประกอบทางกลและการเชื่อมต่อระหว่างไมโครคอนโทรลเลอร์กับอุปกรณ์ภายนอกประเภทต่างๆ เหมือนกับการพัฒนาหุ่นยนต์ในบทที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามหุ่นยนต์ทั้งสองตัวจะมีความแตกต่างกันที่อุปกรณ์อินพุต เนื่องจากใช้เซนเซอร์คนละประเภทกัน
การพัฒนาหุ่นยนต์เคลื่อนที่ตามเส้นสีดำ
เนื้อหาในบทนี้จะกล่าวถึงการออกแบบและสร้างหุ่นยนต์เคลื่อนที่ที่สามารถเคลื่อนที่ไปตามเส้นสีดำเพื่อเข้าสู่จุดหมายที่กำหนด ในการเคลื่อนที่ดังกล่าวหุ่นยนต์จะต้องมีความสามารถในการตรวจสอบและแยกแยะสี โดยหากตรวจพบสีขาวหุ่นยนต์จะดำเนินการอย่างหนึ่ง หากตรวจพบสีดำหุ่นยนต์จะดำเนินการอีกอย่างหนึ่งตามเงื่อนไขที่ถูกกำหนดไว้ สำหรับการพัฒนาหุ่นยนต์จะใช้ส่วนประกอบทางกลและการเชื่อมต่อระหว่างไมโครคอนโทรลเลอร์กับอุปกรณ์ภายนอกประเภทต่างๆ เหมือนกับการพัฒนาหุ่นยนต์ในบทที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามหุ่นยนต์เคลื่อนที่ตามเส้นสีดำที่พัฒนาขึ้นนี้จะใช้สัญญาณอินพุตจากเซนเซอร์ชนิดอินฟราเรด (Infrared sensor) ซึ่งเป็นเซนเซอร์คนละประเภทกันกับหุ่นยนต์เคลื่อนที่หลบสิ่งกีดขวางและหุ่นยนต์เคลื่อนที่ตามแสง

รองศาสตราจารย์ ดร.พนัส นัถฤทธิ์
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์
Related Content
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
บทความและข่าวสารที่อยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน

JASP คืออะไร? คู่มือโปรแกรม JASP สำหรับวิเคราะห์สถิติและงานวิจัย
JASP คืออะไร? JASP คือโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติแบบ...
อ่านต่อ
บริหารให้ทันโลกดิจิทัล Key Insight จาก Contemporary Management and Digital Disruption
ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสนับสน...
อ่านต่อ
เปิดมุมมองใหม่ของ “โลจิสติกส์” ผ่านเครือข่ายการเดินทางในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
เมื่อพูดถึง “โลจิสติกส์” หลายคนอาจนึกถึงคลังสินค้า การข...
อ่านต่อประวัติศาสตร์ สังคม เมืองพิษณุโลก พ.ศ. 2475–2503
หากกล่าวถึง “พิษณุโลก” หลายคนอาจนึกถึงเมืองประวัติศาสตร...
อ่านต่อ
