เภสัชระบาดวิทยา พื้นฐานและการประยุกต์ (Pharmacoepidemiology)

เภสัชระบาดวิทยา (Pharmacoepidemiology) เป็นการศึกษาผลลัพธ์ รูปแบบ และปัจจัยที่มีผลต่อการใช้ยาในประชากร เนื่องด้วยยามีบทบาทสำคัญในกระบวนการรักษา และป้องกันโรค การศึกษาเภสัชระบาดวิทยาที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจถึงลักษณะการใช้ และผลจากการใช้ยาในประชากรจะช่วยทำให้บุคลากรทางการแพทย์ และผู้กำหนดนโยบายทางสุขภาพ สามารถพัฒนาระบบ หรือมาตรการที่จะช่วยส่งเสริมให้สุขภาพของประชากรดีขึ้น โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งสุขภาพที่สัมพันธ์โดยตรงกับการใช้ยา

เภสัชระบาดวิทยา

ผู้เขียนขอยกตัวอย่างกรณีที่มีการศึกษาวิจัยและพบว่ายา รักษาโรคเบาหวาน rosiglitazone เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด หลังจากที่ มีจำหน่ายในตลาดมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ และสรุปผลว่าเกิดความเสี่ยงจริง ทำให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หน่วยงานด้านวิชาชีพและทางการแพทย์ต่าง ๆ เล็งเห็นว่ายานี้มีความเสี่ยงมากกว่าประโยชน์ ท้ายสุดทำให้เกิดการถอนยานี้ออกจากตลาด ทั่วโลก กรณีของยา rosiglitazone ถือเป็นตัวอย่างของการนำผลของงานเภสัชระบาดวิทยามา กำหนดนโยบายด้านยาเพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้ยา โดยมุ่งหวังให้ประชากรมีสุขภาพที่ดีขึ้น เราอาจกล่าวสรุปโดยย่อได้ว่า งานด้านเภสัชระบาดวิทยาเป็นการศึกษาเรื่องของการใช้และผลของยา เพื่อช่วยส่งเสริมให้มีระบบยาที่เอื้อต่อการใช้ยาที่ดี มีความเหมาะสม ส่งผลให้สุขภาพของประชากร โดยรวมดีขึ้น

โดยภายในหนังสือ มี 2 ช่วงใหญ่ ๆ คือ เภสัชระบาดวิทยาพื้นฐาน และเภสัชระบาดวิทยาประยุกต์ ประกอบไปด้วยเนื้อหา 9 บท บทที่ 1 เภสัชระบาดวิทยากับการสาธารณสุข บทที่ 2 รูปแบบการวิจัยทางเภสัชระบาดวิทยา บทที่ 3 การวัดความถี่ทางระบาดวิทยา บทที่ 4 การวัดความสัมพันธ์ทางระบาดวิทยา บทที่ 5 การวัดความสามารถของเครื่องมือทดสอบคัดกรองและวินิจฉัยโรค บทที่ 6 การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบในการศึกษาเภสัชระบาดวิทยา บทที่ 7 การเฝ้าระวังและรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากยา บทที่ 8 การศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของยา บทที่ 9 การประเมินคุณภาพงานวิจัยทางเภสัชระบาดวิทยา

1. เภสัชระบาดวิทยากับการสาธารณสุข

การศึกษาทางเภสัชระบาดวิทยา (pharmacoepidemiology) เป็นการศึกษาผลลัพธ์ รูปแบบ และปัจจัยที่มีผลต่อการใช้ยาในประชากร เนื่องด้วยยามีบทบาทสำคัญในกระบวนการรักษาและป้องกันโรค การศึกษาเภสัชระบาดวิทยาที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจถึงลักษณะการใช้ และผลจากการใช้ยาในประชากร จะช่วยทำให้บุคลากรทางการแพทย์ และผู้กำหนดนโยบายทางสุขภาพสามารถพัฒนาระบบ หรือมาตรการที่จะช่วยส่งเสริมให้สุขภาพของประชากรดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุขภาพที่สัมพันธ์โดยตรงกับการใช้ยา ผู้เขียนขอยกตัวอย่างกรณีที่มีการศึกษาวิจัยและพบว่ายารักษาโรคเบาหวาน rosiglitazone เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด หลังจากที่มีจำหน่ายในตลาดมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ และสรุปผลว่าเกิดความเสี่ยงจริง ทำให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หน่วยงานด้านวิชาชีพและทางการแพทย์ต่าง ๆ เล็งเห็นว่ายานี้มีความเสี่ยงมากกว่าประโยชน์ ท้ายสุดทำให้เกิดการถอนยานี้ออกจากตลาดทั่วโลก กรณีของยา rosiglitazone ถือเป็นตัวอย่างของการนำผลของงานเภสัชระบาดวิทยามากำหนดนโยบายด้านยาเพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้ยา โดยมุ่งหวังให้ประชากรมีสุขภาพที่ดีขึ้น เราอาจกล่าวสรุปโดยย่อได้ว่า งานด้านเภสัชระบาดวิทยาเป็นการศึกษาเรื่องของการใช้และผลของยา เพื่อช่วยส่งเสริมให้มีระบบยาที่เอื้อต่อการใช้ยาที่ดี มีความเหมาะสม ส่งผลให้สุขภาพของประชากรโดยรวมดีขึ้น

เนื้อหาในบทนี้จะครอบคลุมบทนำเกี่ยวกับระบาดวิทยาและเภสัชระบาดวิทยาการประยุกต์ใช้เภสัชระบาดวิทยากับการสาธารณสุข และบทบาทเภสัชกรกับงานเภสัชระบาดวิทยา ดังรูป 1.1

รูป 1 1

เภสัชระบาดวิทยาคืออะไร ?

มีผู้ให้คำนิยามของเภสัชระบาดวิทยาไว้หลายแบบ ซึ่งนิยามที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางคือที่กล่าวไว้ใน textbook of pharmacoepidemiology ของ Brian Strom ที่ระบุว่า เภสัชระบาดวิทยา คือ การศึกษารูปแบบและผลจากการใช้ยาในประชากรกลุ่มใหญ่ เพื่อตอบคำถามทางเภสัชวิทยาคลินิกในการประเมินประสิทธิภาพและความเสี่ยงของการใช้ยาในกลุ่มประชากร และเพื่อศึกษารูปแบบ ความสัมพันธ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยา โดยใช้แนวทางการศึกษาด้านระบาดวิทยา

2. รูปแบบการวิจัยทางเภสัชระบาดวิทยา

การจะหาคำตอบสำหรับคำถามทางเภสัชระบาดวิทยานั้นนอกจากต้องมีการวิจัยที่มีคุณภาพ และเหมาะสมสำหรับการหาคำตอบแล้ว ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบการวิจัยทางเภสัชระบาดวิทยาก็จัดว่ามีความสำคัญเพื่อให้สามารถพิจารณาผลลัพธ์จากการศึกษาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม การศึกษาที่มีวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน แต่มีรูปแบบการวิจัยที่แตกต่างกันอาจให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน หรือมีความน่าเชื่อถือต่างกันได้ ดังนั้น แพทย์ เภสัชกร และบุคลากรทางการแพทย์ จึงมีความจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจรูปแบบการวิจัยทางเภสัชระบาดวิทยาสามารถวิเคราะห์ ข้อดี ข้อเสีย และข้อจำกัดของรูปแบบการวิจัยทางเภสัชระบาดวิทยาแบบต่าง ๆบทนี้จะนำเสนอความรู้ด้านรูปแบบการวิจัยทางเภสัชระบาดวิทยา โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1) ความสัมพันธ์ในทางเภสัชระบาดวิทยา 2) รูปแบบงานวิจัยทางเภสัชระบาดวิทยา และ3) การแปลผลการวิจัยทางระบาดวิทยา

004

3. การวัดความถี่ทางระบาดวิทยา

ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทที่ 1 ว่าเภสัชระบาดวิทยาเป็นการศึกษาผลลัพธ์และการใช้ยาเพื่อนำผลของการศึกษามาประยุกต์ใช้ เช่น เปรียบเทียบกับกลุ่มประชากรอื่น ทราบขนาดและขอบเขตของปัญหา รวมถึงหาความสัมพันธ์ของผลลัพธ์การใช้ยาเพื่อให้การสนับสนุนหรือเฝ้าระวังการใช้ยา เนื้อหาในบทนี้จะครอบคลุมการวัดความถี่ทางระบาดวิทยารูปแบบต่าง ๆดังรูป 3.1 เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจและแปลผลการศึกษาทางเภสัชระบาดวิทยาที่มีการศึกษาแบบพรรณนาได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งเพื่อให้สามารถเลือกใช้การวัดที่เหมาะสมกับลักษณะงานที่ต้องการ เช่น หากต้องการเปรียบเทียบอาการไม่พึงประสงค์จากยาหรือความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยที่ได้รับยา atorvastatin ในโรงพยาบาล ก. เทียบกับค่าที่รายงานจากโรงพยาบาล ข. เภสัชกรควรเข้าใจว่าค่าที่รายงานจากโรงพยาบาล ข. นั้นเป็นค่าอะไร เช่น อัตราส่วน อัตรา หรือสัดส่วนเพื่อให้สามารถนำค่าที่เหมาะสมจากโรงพยาบาล ก. มาเปรียบเทียบกันได้ หรือหากต้องการพัฒนางานให้บริการเภสัชกรรมคลินิกบนหอผู้ป่วย ควรวัดและนำเสนอข้อมูลปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยา (drug-related problems) ให้กับผู้บริหารเพื่อให้เห็นความสำคัญและความจำเป็นในการพัฒนางานว่าจะนำเสนอด้วยค่าความชุกหรืออุบัติการณ์ของปัญหาอย่างไร เป็นต้น

4. การวัดความสัมพันธ์ทางระบาดวิทยา

ตามที่ได้กล่าวไว้ในบทที่ 2 ว่าการศึกษาทางเภสัชระบาดวิทยา ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาเชิงทดลองหรือการศึกษาเชิงสังเกตแบบวิเคราะห์นั้นมีวัตถุประสงค์หลักคือเป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับสิ่งแทรกแซง (intervention) หรือสิ่งที่สนใจ (exposed) กับผลลัพธ์ (outcomes) ในกลุ่มประชากร โดยทั่วไปการรายงานผลความสัมพันธ์ดังกล่าวจะรายงานเทียบกับผลที่พบในกลุ่มควบคุม (control) หรือกลุ่มที่ไม่ได้สัมผัสสิ่งที่สนใจ (unexposed) ซึ่งตัววัด (measures)ที่ใช้สำหรับรายงานความสัมพันธ์ในทางเภสัชระบาดวิทยาได้แก่ อัตราส่วนความเสี่ยง (risk ratio) หรือความเสี่ยงสัมพัทธ์ (relative risk) และอัตราส่วนแต้มต่อ (odds ratio) ค่าสัมบูรณ์ของความเสี่ยงที่ลดลง (absolute risk reduction) จำนวนที่ต้องให้การรักษา (number needed to treat) และ จำนวนที่ทำให้เกิดอันตราย (number needed to harm) จะเห็นว่าตัววัดที่กล่าวถึงบางตัวก็แสดงรูปแบบของความสัมพันธ์ไปด้วยในตัว เช่น ความเสี่ยง (risk) หรืออันตราย (harm) เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากการศึกษาทางระบาดวิทยามีพื้นฐานมาจากความสนใจศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคหรือความเสี่ยง ตำราทางระบาดวิทยาบางเล่มจึงมักกล่าวถึงการวัดความสัมพันธ์ทางระบาดวิทยาว่าเป็นการวัดความเสี่ยง และเรียกแทนค่าผลลัพธ์ของความสัมพันธ์ว่าความเสี่ย

005

เมื่อพิจารณาขอบเขตของการศึกษาทางเภสัชระบาดวิทยาว่ามีขอบเขตเพื่อศึกษาผลลัพธ์ของยาและการใช้ยา โดยผลลัพธ์สามารถเป็นได้ทั้งผลลัพธ์ด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยดังนั้นการแสดงผลลัพธ์ด้วยค่าที่บอกรูปแบบของความสัมพันธ์ เช่น risk ก็อาจไม่ได้หมายถึงความสัมพันธ์ด้านความปลอดภัยหรือความเสี่ยงเสมอไป แต่อาจหมายถึงความสัมพันธ์ด้านประสิทธิภาพด้วย ทั้งนี้ต้องพิจารณาบริบทของสิ่งที่ศึกษาด้วยว่าสิ่งที่สนใจหรือสิ่งแทรกแซงนั้นจะทำให้เกิดผลด้านประสิทธิภาพหรือความปลอดภัย

5. การวัดความสามารถของเครื่องมือทดสอบคัดกรองและวินิจฉัยโรค

หลายครั้งเภสัชกรมักจะมีคำถามว่าในฐานะเภสัชกรมีความจำเป็นต้องรู้เรื่องการคัดกรองและการวินิจฉัยด้วยหรือเพราะคิดว่าไม่มีโอกาสได้ใช้ แต่ความเป็นจริงแล้วเภสัชกรมีโอกาสได้ใช้ความรู้ด้านการคัดกรองโรคและการวินิจฉัยโรคเบื้องต้นมากพอสมควร โดยเฉพาะเภสัชกรชุมชนที่ปฏิบัติงานในสถานประกอบการเภสัชกรรมชุมชนหรือร้านยา เนื่องจากร้านยาเป็นสถานบริการทางสุขภาพที่เข้าถึงง่าย นอกจากบทบาทในการบำบัดโรคเบื้องต้นแก่ประชาชนแล้ว ร้านยายังมีบทบาทในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้วย โดยการให้บริการคัดกรองโรคเบื้องต้นเพื่อให้สามารถตรวจพบโรคได้อย่างรวดเร็วเพื่อส่งต่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่เหมาะสม นอกจากนี้ เภสัชกรในสาขาอื่น เช่น สาขาคุ้มครองผู้บริโภคย่อมต้องได้ใช้เครื่องมือทดสอบต่าง ๆ ในงานคุ้มครองผู้บริโภคสำหรับตรวจสารต้องห้ามหรือตกค้างในผลิตภัณฑ์สุขภาพต่าง ๆ ดังนั้นเภสัชกรควรจะมีความรู้พื้นฐานในเรื่องหลักการของการคัดกรอง การวินิจฉัย การวัดความสามารถของเครื่องมือ รวมทั้งสามารถอธิบายตัวชี้วัดพื้นฐานและเลือกใช้เครื่องมือทดสอบคัดกรองที่เหมาะสมได้

เนื่องจากตัววัดความสามารถเครื่องมือทดสอบคัดกรองและวินิจฉัยโรคมีหลายตัวในบทนี้จะนำเสนอเฉพาะตัววัดที่เป็นที่นิยมและเป็นพื้นฐานที่เภสัชกรในฐานะผู้อ่านงานวิจัยทางเภสัชระบาดวิทยามีโอกาสพบได้บ่อยและควรจะรู้จัก ซึ่งได้แก่ความสามารถในการจำแนก เช่น ความไว (sensitivity) ความจำเพาะ (specificity) และความสามารถเชิงทำนายได้แก่ ค่าทำนายบวก (positive predictive value; PPV) และค่าทำนายลบ (negative predictive value; NPV) รวมถึงความสัมพันธ์ของค่าต่างๆ โดยจะเป็นการให้ความหมาย การยกตัวอย่างการคำนวณและการนำค่าเหล่านี้ไปใช้

6. การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบในการศึกษาเภสัชระบาดวิทยา

การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (systematic review) ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ว่าเป็นกระบวนการที่สำคัญอันหนึ่งที่ใช้ในการรวบรวม ประเมิน และสังเคราะห์บทสรุป หรือหลักฐานเชิงประจักษ์สำหรับคำถามงานวิจัยที่สนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสังเคราะห์หลักฐานจากการศึกษาชนิด Randomized controlled trials (RCT) ถึงแม้ว่า RCT ส่วนใหญ่มุ่งตอบโจทย์ประสิทธิผล (efficacy) เป็นหลัก แต่มักมีการเก็บข้อมูลความปลอดภัย (safety) เป็นผลลัพธ์รอง ซึ่งในปัจจุบันมีการประยุกต์ใช้การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบเพื่อสรุปผลความปลอดภัยของยามากขึ้น

ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นประโยชน์ของการการประยุกต์ใช้การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบที่ชัดเจน เช่น การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) ของผลของยา rosiglitazone ต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด (myocardial infarction) และการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร New England journal of Medicine ปี ค.ศ. 2007 การศึกษานี้รวบรวมงานวิจัย RCT ถึง 42 ฉบับ โดยผลการศึกษาบ่งชี้ว่า ยา rosiglitazone เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด 1.43 เท่า(OR 1.43; 95%CI 1.08-1.98) การศึกษานี้ทำให้เปลี่ยนแปลงแนวทางการรักษาโรคเบาหวาน และส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยของการใช้ยา เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา และไทยตัดสินใจถอนยานี้ออกจากตลาด นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมานของการศึกษาเชิงสังเกต(observational study) ซึ่งให้ผลสอดรับและยืนยันผลเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดของยา rosiglitazone

003

ในบทนี้จะครอบคลุมองค์ประกอบของการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบดังรูปที่ 6.1 เพื่อให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจแนวทางและประเมินความน่าเชื่อถือของการศึกษาลักษณะนี้ได้ โดยเนื้อจะประกอบด้วย ส่วนที่ 1 คือพื้นฐานการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมาน ส่วนที่ 2 คือขั้นตอนการดำเนินการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ ส่วนที่ 3 คือการวิเคราะห์อภิมานแบบจับคู่ (pairwise meta-analysis) และส่วนที่ 4 คือ การวิเคราะห์อภิมานเครือข่าย (network meta-analysis)

001

7. การเฝ้าระวังและรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากยา

การเฝ้าระวังการใช้ยา (pharmacovigilance: PV) หรือที่รู้จักกันในช่วงแรกว่า“การติดตามความปลอดภัยด้านยา (drug safety monitoring)” พัฒนาขึ้นในปี พ.ศ. 2511โดยองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ภายหลังการเกิดโศกนาฏกรรมภาวะทารกวิรูปในผู้ที่ใช้ยา thalidomide ภายใต้ชื่อ “WHO Programme for International Drug Monitoring (PIDM)” เพื่อเป็นหลักประกันว่าสัญญาณอันตรายที่อาจจะส่งผลในวงกว้างทั่วโลกเช่นเดียวกับกรณียา thalidomide จะถูกบ่งชี้อย่างรวดเร็วและส่งต่อไปยังแต่ละประเทศเพื่อดำเนินการที่เหมาะสม และเพิ่มศักยภาพการบริบาลผู้ป่วยและงานสาธารณสุข จากนั้นในปี พ.ศ. 2521 องค์การอนามัยโลกได้ร่วมกับรัฐบาลสวีเดนจัดตั้งศูนย์ประสานงานดังกล่าวนี้ณ เมืองอุปซอลา ประเทศสวีเดน (ต่อมาเรียกว่า the Uppsala Monitoring Centre: the UMC) เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาระบบงานฝ้าระวังความปลอดภัยด้านยาขึ้นในแต่ละประเทศและบริหารจัดการฐานข้อมูลรายงานอาการไม่พึงประสงค์จากยา (WHO VigiBase) ที่รวบรวมจากประเทศที่เข้าร่วมเป็นสมาชิก WHO PIDM ซึ่งปัจจุบัน (ธันวาคม พ.ศ. 2562) มีสมาชิกกว่า 150 ประเทศทั่วโลก มีจำนวนรายงานมากกว่า 16 ล้านฉบับ ในฐานข้อมูล WHO VigiBase

แม้แต่ละประเทศจะมีแนวทางและขั้นตอนการเฝ้าระวังการใช้ยาที่แตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้วจะมีลักษณะพื้นฐานใกล้เคียงกัน เนื้อหาในบทนี้จะครอบคลุมองค์ประกอบของการเฝ้าระวังและรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากยา โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ดังนี้ส่วนที่ 1 พื้นฐานการเฝ้าระวังการใช้ยาส่วนที่ 2 ระบบเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพในประเทศไทยส่วนที่ 3 บทบาทของเภสัชกรในระบบเฝ้าระวังการใช้ยา

8. การศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของยา

หลายคนอาจตั้งข้อสงสัยเช่นเดียวกับคำถามข้างต้นว่ากว่าจะมาเป็นยาได้นั้นต้องผ่านขั้นตอนและกระบวนการวิจัยมากมายแล้วทำไมยังต้องมีการวิจัยทางเภสัชระบาดวิทยาหลังจากยาออกสู่ท้องตลาดอีก ในความจริงแล้ว กระบวนการพัฒนายานั้นไม่ได้หยุดที่ยาออกสู่ท้องตลาดเท่านั้น แต่หมายรวมถึงการติดตามการใช้ยาหลังจากที่ยาออกสู่ท้องตลาด (post-marketingstudies) ซึ่งก็คือการศึกษาผลของยาทางคลินิกในช่วงที่ 4 โดยสามารถดูบทที่ 1 ประกอบได้โดยที่การติดตามยาหลังจากยาออกสู่ท้องตลาดไม่ได้ติดตามเฉพาะด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงลักษณะหรือพฤติกรรมการใช้ยาและผลกระทบของยาต่อประชาชนและสังคมอีกด้วย

องค์การอนามัยโลกได้กำหนดความหมายของ “การใช้ยา” (drug use or drugutilization) ไว้ว่า “การตลาด การกระจายยา การสั่งยา และการใช้ยาในสังคม โดยเน้นที่ผลด้านการแพทย์ สังคม และเศรษฐกิจ” การศึกษาทางเภสัชระบาดวิทยามีขอบเขตคลอบคลุมการศึกษาการใช้ยา และผลลัพธ์ของการใช้ยาทั้งด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาดังนั้น วัตถุประสงค์ของการศึกษาทางเภสัชระบาดวิทยา คือการค้นหาปัญหาและการวิเคราะห์ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับขนาดและความสำคัญของการใช้ยา สาเหตุและผลของการใช้ยาที่เกิดขึ้นการหาวิธีการในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาจากการใช้ยา และการประเมินผลการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยานั้น ๆ

002

เนื้อหาในบทนี้จะสรุปหลักการและประเด็นสำคัญของการวิจัยเชิงระบาดวิทยาด้านประสิทธิภาพของการใช้ยาในชีวิตจริงหรือประสิทธิผล (effectiveness) ความปลอดภัยในการใช้ยา (drug safety) และการใช้ยา (drug utilization) โดยจะเป็นการยกตัวอย่างงานวิจัยที่แสดงให้เห็นตั้งแต่ปัญหาที่เป็นที่มาของการวิจัย วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการวิจัย ผลการวิจัยและการนำไปใช้ และสรุปประเด็นเรียนรู้สำคัญ ๆ จากแต่ละงานวิจัยไว้ตอนท้ายของแต่ละตัวอย่างเพื่อความเข้าใจมากขึ้น

9. การประเมินคุณภาพงานวิจัยทางเภสัชระบาดวิทยา

ปัจจุบันมีงานวิจัยทางเภสัชระบาดวิทยาหรือบทความตีพิมพ์เผยแพร่จำนวนมาก ทำให้ผู้อ่านหรือบุคลากรทางการแพทย์เข้าถึงได้ง่าย แต่เราไม่สามารถเชื่อถือหรือนำงานวิจัยทั้งหมดทุกงานมาใช้ได้ทันที เพราะงานวิจัยแต่ละงานมีลักษณะคำถามและระเบียบวิธีวิจัยที่แตกต่างกันอีกทั้งงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปัจจุบันหลายการศึกษามักพบปัญหาอคติจากการออกแบบการวิจัยและการรายงานผล ส่งผลต่อคุณภาพของงานวิจัย การนำผลหรือข้อมูลจากงานวิจัยที่ไม่มีคุณภาพมาใช้อาจทำให้ได้ผลไม่ตรงตามความเป็นจริงหรือได้ผลการรักษาไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ และอาจเกิดผลเสียกับผู้ป่วยหากเรานำข้อมูลจากงานวิจัยนั้นมาใช้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องประเมินคุณภาพของงานวิจัยก่อนว่ามีคุณภาพเพียงพอ หรือมีความเที่ยงตรง น่าเชื่อถือที่จะนำข้อมูลจากงานวิจัยนั้นมาใช้หรือไม่ อย่างไร หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า จุดมุ่งหมายของการประเมินคุณภาพงานวิจัย คือ เพื่อประเมินความเที่ยงตรงของงานวิจัยก่อนจะนำมาใช้นั่นเองบทนี้จะนำเสนอแนวทางการประเมินคุณภาพการวิจัยทางเภสัชระบาดวิทยา โดยแบ่งออกเป็น2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1) ความเที่ยงตรงของงานวิจัย 2) เครื่องมือและแนวทางการประเมินคุณภาพการวิจัย

เภสัชระบาดวิทยา

หนังสือเภสัชระบาดวิทยาพื้นฐานและการประยุกต์นี้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักสำหรับใช้เป็นแหล่งข้อมูลสำหรับนิสิต/นักศึกษาเภสัชศาสตร์ในการศึกษาด้วยตนเองก่อนเข้าชั้นเรียน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความเข้าใจ และกระตุ้นการมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์และอภิปรายเนื้อหาในชั้นเรียน ดังนั้นแนวทางการนำเสนอเนื้อหาในหนังสือนี้จึงเน้นการยกตัวอย่างประกอบการอธิบาย และใช้รูปภาพและตารางให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมของเนื้อหาในแต่ละส่วนเพื่อเสริมการอธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น สำหรับรูปแบบการนำเสนอนั้นจะมีการใช้ศัพท์เทคนิคภาษาอังกฤษเป็นส่วนใหญ่เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากการใช้คำแปลภาษาไทยที่อาจสื่อความหมายไม่ตรงกับศัพท์ต้นแบบ นอกจากนี้ในแต่ละหัวข้อจะมีลักษณะเป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในแต่ละบทเพื่อกระตุ้นความสนใจของผู้อ่าน และเพื่อเป็นกรอบในการนำเสนอเนื้อหา หนังสือเล่มนี้ยังเหมาะกับเภสัชกรสำหรับใช้ทบทวนความรู้ด้านเภสัชระบาดวิทยาเพื่อใช้ในการออกแบบการวิจัย หรือทำความเข้าใจงานวิจัยที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

เภสัชระบาดวิทยา
cover web

สำนักพิมพ์ ม.นเรศวร จัดลงนามเซ็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์และจัดพิมพ์งานวรรณกรรม หนังสือ “เภสัชระบาดวิทยา พื้นฐานและการประยุกต์”

Message us