การรักษาด้วยไฟฟ้า (Electrotherapy)

การรักษาด้วยไฟฟ้า (Electrotherapy) เป็นศาสตร์ที่สำคัญของวิชาชีพกายภาพบำบัด ซึ่งนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในโรงพยาบาลและคลินิก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบำบัด ความเจ็บปวดของระบบกล้ามเนื้อและโครงร่าง กระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อร่วมกับการฝึกการเรียนรู้การเคลื่อนไหวและการซ่อมแซมบาดแผลของเนื้อเยื่ออ่อนนุ่ม

การรักษาด้วยไฟฟ้า

หนังสือไฟฟ้าบำบัดสำหรับนักกายภาพบำบัด นำเสนอความรู้พื้นฐานทางไฟฟ้าบำบัดชนิดต่าง ๆ การใช้เครื่องชีวป้อนกลับในการจับสัญญาณไฟฟ้า ในกล้ามเนื้อ กลไกการกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อและเส้นประสาทด้วยกระแสไฟฟ้า ผลทางสรีรวิทยา ข้อบ่งใช้ ข้อควรระวัง ข้อห้ามของการใช้กระแสไฟฟ้าบำบัด เทคนิคการรักษาด้วยกระแสไฟฟ้าและหลักฐานงานวิจัยที่มีการใช้กระแสไฟฟ้าบำบัดในทางกายภาพบำบัด ซึ่งเหมาะสมสำหรับนักกายภาพบำบัดและผู้ที่สนใจในศาสตร์นี้

1. ประวัติและพื้นฐานการรักษาด้วยกระแสไฟฟ้าความถี่ต่ำ-ปานกลาง

การรักษาด้วยกระแสไฟฟ้ามีรากฐานการรักษามานานตั้งแต่สมัยกรีก-โรมัน และอียิปต์เจริญรุ่งเรือง(ประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล) โดยได้มีการบันทึกไว้ในหนังสือของฮิปโปเครติส (Hippocrates, ตั้งแต่ 420 ปีก่อนคริสตกาล) โดยเชื่อกันว่าการรักษาด้วยกระแสไฟฟ้าครั้งแรกนั้นเกิดจากการรักษาด้วยกระแสไฟฟ้าซึ่งสร้างขึ้นจากปลาชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ปลาตอร์ปิโด หรือ ปลาไฟฟ้า (Torpedo ray หรือ Electric rays , Torpedo marmorata)ซึ่งพบได้ในทะเล เมื่อปลาชนิดนี้เกิดตกใจจะสามารถสร้างกระแสไฟฟ้าได้จากกล้ามเนื้อพิเศษในตัวที่เรียกว่าElectroplaques สามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้มากกว่า 350 โวลต์ (Volts, V) ปกติปลาชนิดนี้จะปล่อยกระแสไฟฟ้าประมาณ 40-50 โวลต์ และสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้ 2 ช่วงความถี่ คือ 200 เฮิรตซ์ (Hertz, Hz) และแบบ1,000 Hz (kHz) ปลาตอร์ปิโดนี้มีลักษณะกลมและแบนคล้ายปลากระเบน ชาวกรีกเรียกว่า “Fish Narke”(Numbness-producing) มีรากความหมายจากคำว่า “Narcosis” (ภาวะง่วงหลับ) ซึ่งหมายถึงภาวะที่เกิดอาการชา ไม่รู้สึกตัว (Numbing effect) นอกจากนี้ยังมีปลาอีกหลายชนิดที่สามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้ เช่น Nile catfish (Malopterurus electricus) และ Electric eel (Gymnotus electricus) เป็นต้น การรักษาด้วยกระแสไฟฟ้าจากปลาเหล่านี้มีการนำมาใช้ในหลายกรณี เช่น ลดอาการปวดศีรษะ โรคลมชัก โรคเกาต์ เป็นต้น (ภาพ 1.1) ประมาณ 600 ปีก่อนคริสตกาลนักปราชญ์ชื่อ Thales of Miletus (เธลีส) ค้นพบพลังงานที่สามารถดูดเศษผมและเศษผงต่าง ๆให้ลอยติดกับแท่งอำพัน (Amber) ได้ อำพันคือซากดึกดำบรรพ์ของยางไม้ต่าง ๆ (Fossilized resin) มีลักษณะเป็นก้อนสีเหลือง-น้ำตาลโปร่งใสหรือสีขุ่น ขึ้นอยู่กับคุณภาพของยางไม้แต่ละชนิด เมื่อถูแท่งอำพันกับขนสัตว์จะพบว่ามีพลังงานบางอย่างที่สามารถดูดเศษผมและวัตถุเล็ก ๆ ให้ติดกับแท่งอำพัน เรียกพลังงานนี้ว่า “Elecktra” (Electron)(ภาพ 1.1) (กันยา ปาละวิวัธน์, 2543; Colwell, 1922; Macdonald, 1993; Rossi, 2003)

ประมาณปีคริสต์ศักราช 47 (47 A.D.) ได้มีการใช้กระแสไฟฟ้าจากปลาตอร์ปิโดมารักษาโรคเกาต์ (Gout) โดย Scibonius Largus แพทย์ชาวโรมันซึ่งได้ค้นพบการรักษาเช่นนี้โดยบังเอิญ ขณะที่ Scibonius Largus เล่นอยู่ที่ชายหาดและเกิดพลาดไปโดนปลาตอร์ปิโด มีผลทำให้สามารถลดอาการปวดข้อจากโรคเกาต์ที่เขาเป็นอยู่ จากนั้นเขาจึงสนใจที่จะลองนำปลาชนิดนี้มารักษาผู้ป่วยเกาต์ (Colwell, 1922)

การรักษาด้วยไฟฟ้า
ภาพ 1.1 ก. ภาพวาดสมมุติของปลา Torpedo ray ซึ่งเป็นปลาที่มีรูปร่างแบนคล้ายปลากระเบน สามารถปล่อย
กระแสไฟฟ้าได้ และปลา Nile electric catfish ซึ่งสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้เช่นเดียวกัน ข.ภาพวาดสมมุติในการใช้ปลา Torpedo ray รักษาผู้ป่วยโรคเกาต์ที่เท้า

ประมาณช่วงปีคริสต์ศักราช 131-201 (131-201 AD) Claudius Galen ได้นำปลาตอร์ปิโดมาทดลองใช้รักษาโรคปวดศีรษะ (Headache) และริดสีดวง (Prolapse ani) โดยพบว่าเฉพาะปลาที่มีชีวิตเท่านั้นที่สามารถจะลดอาการปวดศีรษะ ปวดข้อต่อ และริดสีดวงได้ (ภาพ 1 ข.)

2. พื้นฐานทางสรีรวิทยาของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ

ในร่างกายของมนุษย์มีประจุไฟฟ้า (ไอออน, Ion) เป็นองค์ประกอบพื้นฐาน โดยการทำงานของเซลล์ในร่างกายเกิดจากมีการเปลี่ยนแปลงของประจุไฟฟ้าของสารละลายอิเล็กโทรไลต์ (Electrolyte) สาร Electrolyte คือสารหรือธาตุ (เช่น เกลือแร่ และ แร่ธาตุต่าง ๆ) ที่สามารถแตกตัวเป็นไอออนอิสระเมื่อละลายในสารทำละลาย เช่น น้ำ พลาสมา และสามารถนำไฟฟ้าได้

ไอออนที่มีประจุบวก (+ ion) เรียกว่า แคทไอออน (Cation) ตัวอย่างเช่น โซเดียม (Na+), โปแตสเซียม (K+), แคลเซียม (Ca++), แมกนิเซียม (Mg++) เป็นต้น

ไอออนที่มีประจุลบ (- ion) เรียกว่า แอนไอออน (Anion) ตัวอย่างเช่น คลอรีน (Cl), คาร์บอเนต (HCO3) และ โปรตีน (Proteins) เป็นต้น (ชุมพล ผลประมูล, 2552; Ganong, 2001; Robinson, 2008)

ดังนั้นการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อจึงเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของประจุไฟฟ้า ของสารละลายต่าง ๆ ระหว่างภายในเซลล์ (Intracellular ions) และภายนอกเซลล์ (Extracellular ions) ทำให้เกิดความแตกต่าง
ระหว่างภายในเซลล์และภายนอกเซลล์ และทำให้ความต่างศักย์ของเซลล์ (Voltage) เกิดการเปลี่ยนแปลง นำไปสู่
การเปลี่ยนแปลงของการนำกระแสประสาท (Nerve conduction) การรู้หลักการทางฟิสิกส์ของไฟฟ้าและสรีรวิทยา
ของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อจึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการรักษาด้วยกระแสไฟฟ้าในทางกายภาพบำบัด

3. การปรับตัวของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อต่อการกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้าในภาวะเฉพาะ

การกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้าผ่านทางการกระตุ้นที่เส้นประสาทและใยกล้ามเนื้อ “Electrical nerve and muscle stimulation” (ENMS) ถูกนํามาใช้รักษาในทางกายภาพบําบัดเพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ได้แก่

  • การใช้กระแสไฟฟ้าบําบัดอาการปวด (Electrical stimulation for pain control)
  • การกระตุ้นไฟฟ้าเพื่อการสมานแผล (Electrical stimulation for promote healing)
  • การกระตุ้นไฟฟ้าร่วมกับการออกกําลังกายเพื่อเรียนรู้หน้าที่ใหม่ (Electrical stimulation for muscle re-education)
  • การกระตุ้นไฟฟ้าในกล้ามเนื้อที่มีเส้นประสาทเลี้ยง (Innervated muscle) เพื่อเพิ่มแรงหดตัวความแข็งแรง เรียกว่า Neuromuscular electrical stimulation (NMES)
  • การกระตุ้นไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมควบคุมการเคลื่อนไหว ท่าทาง และกิจกรรม (Functional electrical stimulation, FES) ทั้งในกล้ามเนื้อที่มีเส้นประสาทและไม่มีเส้นประสาทมาเลี้ยง (Innervated and denervated muscle)
  • การกระตุ้นไฟฟ้าในกล้ามเนื้อที่ขาดเส้นประสาทมาเลี้ยง (Denervated muscle) เพื่อให้กล้ามเนื้อเกิดการหดตัว เรียกว่า Electrical muscle stimulation (EMS)
  • การใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อการนําส่งยาและสารเคมี (Iontophoresis)
  • การกระตุ้นไฟฟ้าเพื่อชะลอการฝ่อลีบของกล้ามเนื้อ (Electrical stimulation for delayed muscle atrophy) เป็นต้น (Michlovitz, 2012; Cameron, 2013)

ผลของการกระตุ้นไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องจะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของใยกล้ามเนื้อและเส้นประสาททั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยพบว่าการกระตุ้นไฟฟ้ามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อในระดับเซลล์ โครงสร้างเซลล์ รวมถึงหน้าที่ของกล้ามเนื้ออีกด้วย

4.การรักษาด้วยไฟกระแสตรงและเทคนิคไอออนโตโพเรซีส

การส่งผ่านสารเคมีและยาเริ่มมีการนํามาใช้มานานแล้วโดย Pivati และ Later ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1747 ซึ่งเรียกกระบวนการนําส่งสารเคมีผ่านผิวหนังว่า “Electromotive force of an electrical current” (Belanger, 2010) ในปี ค.ศ. 1908 LeDuc & Mackenna แสดงให้เห็นว่าสามารถส่งผ่านไอออนให้เคลื่อนผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้โดยใช้กระแสไฟฟ้าในการผลักดัน (Driving force) ซึ่งมีผลทําให้มีการเคลื่อนของประจุไฟฟ้า (Ion transfer) ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ แต่ยังไม่ทราบกลไกในการส่งผ่านที่แน่ชัด (Bracciano, 2008)

การรักษาด้วยไฟกระแสตรง (Constant direct current; DC) หรือเรียกว่า กระแสไฟกัลวานิก (Galvanic current) มีประวัติการใช้รักษาผู้ป่วยมาตั้งแต่สมัยก่อนคริสตกาล ในช่วงแรกของการรักษาด้วยไฟฟ้ากระแสตรงใช้ต้นตอของกระแสไฟฟ้าจากปลาชนิดที่สามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้ เมื่อผู้ป่วยได้รับกระแสไฟฟ้าจากปลาชนิดนี้จะเกิดอาการชาซึ่งทําให้สามารถลดความเจ็บปวดได้ (Prentice, 2009; Belanger, 2010; Bellew, 2012)

กระแสไฟตรง (DC) เป็นกระแสไฟฟ้าที่มีการไหลของประจุไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง (Continuous current) และไหลในทิศทางเดียวกัน (Uni-directional electrical) ต่อเนื่องนานมากกว่า 1 วินาที กระแสไฟฟ้าชนิดนี้ในสมัยก่อนเรียกว่า กระแสไฟกัลวานิก (Galvanic current) ในกรณีที่กระแสไฟตรงที่ไหลในทิศทางเดียวแต่น้อยกว่า 1 วินาที (DC, < 1 Second, sec) เรียกว่า กระแสไฟตรงหยุดเป็นช่วง (Interrupted direct current, IDC) ซึ่งจัดเป็นกระแสไฟฟ้าชนิดพัลส์ (Pulsed current หรือ Pulsatile current, PC) (Prentice, 2009; Belanger, 2010; Bellew, 2012)

หลักการพื้นฐานของไอออนโตโพเรซีสคือ ขั้วไฟฟ้าและประจุไฟฟ้าของสารละลายที่เหมือนกันจะผลักกัน (Electrical repulsion of like charges) ทําให้เกิดการดันไอออนของสารละลายเคมีผ่านเข้าผิวหนัง (Belanger, 2010; Bellew, 2012)

5. การรักษาด้วยกระแสไฟฟ้าแบบพัลส์

กระแสไฟฟ้าในทางกายภาพบําบัดสามารถแบ่งออกเป็นชนิดใหญ่ๆ ได้ 3 กลุ่ม คือ กระแสไฟตรง (Direct current; DC) ซึ่งในสมัยก่อนเรียกว่า กระแสไฟฟ้ากัลวานิก (Galvanic current) ปัจจุบันไม่นิยมเรียกแล้ว, กระแสไฟสลับ (Alternating current, AC) และกระแสไฟฟ้าแบบพัลส์ (Pulsed current, PC) (Nelson, 1991; Robinson, 2008; Belanger, 2010)

กระแสไฟฟ้าแบบพัลส์ (Pulsed current, PC) เป็นกระแสไฟที่มีช่วงกระตุ้นแคบ ๆ (น้อยกว่า 1 วินาที) และมีช่วงสลับกับช่วงหยุดปล่อยกระแสเป็นช่วงสั้น ๆ กระแสไฟฟ้าแบบ PC สามารถกําหนดรูปแบบกระแสไฟ (Waveform) ได้หลายแบบ

กระแสไฟฟ้าชนิดพัลส์ หรือกระแสไฟฟ้าหยุดเป็นช่วง (Pulsed current หรือ Pulsatile current หรือ Interrupted current) เป็นกระแสไฟฟ้าที่มีการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าน้อยกว่า 1 วินาที (1 Second มีค่าเท่ากับ 1,000 msec, หรือ 1,000,000 μsec) โดยปกติกระแสไฟฟ้าชนิดนี้จะมีหน่วยเป็น มิลลิวินาที (Millisecond; msec) หรือไมโครวินาที (Microsecond; μsec) กระแสไฟฟ้าชนิด PC เป็นกระแสไฟที่นิยมใช้ในทางกายภาพบําบัด เพราะสามารถปรับรูปคลื่นกระแสไฟฟ้าได้หลายแบบ (Electrical waveform) สามารถกําหนดช่วงกระตุ้นไฟฟ้า (Pulse duration), ช่วงพักของกระแสไฟฟ้า (Pause duration) และความถี่ของกระแสไฟฟ้าได้ (Frequency) (Belanger, 2010) กระแสไฟฟ้าชนิด PC ที่มีการนํามาใช้ในทางกายภาพบําบัดมีหลายชนิดกระแสไฟฟ้า ได้แก่ กระแสไฟหยุดเป็นช่วงแบบพัลส์ (Interrupted current, PC), กระแสไฟฟ้าชนิดฟาราดิก (Faradic current) ซึ่งปัจจุบันเรียกว่ากระแสไฟฟ้า Asymmetric biphasic balance pulsed current, กระแสไฟฟ้าชนิดอินเตอร์เฟอเรนท์เชียล

6. การรักษาด้วยกระแสไฟฟ้าชนิดไดอะไดนามิก

ในปี ค.ศ.1929 Pierre Bernard ซึ่งเป็นทันตแพทย์ชาวฝรั่งเศส ได้ประดิษฐ์กระแสไฟฟ้าชนิดไดอะไดนามิก (Diadynamic current) ขึ้นมา กระแสไดอะไดนามิกเป็นกระแสไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่เกิดจากการนํากระแสไฟฟ้าสลับ (AC) ชนิดรูปคลื่นไซน์ (Sinusoid) มาดัดแปลงให้มีลักษณะคล้ายกระแสไฟตรง (DC) แต่มีลักษณะเป็นคลื่น Full wave rectified หรือแบบ Half wave rectified โดยมีลักษณะพิเศษคือ มีช่วงกระตุ้น (Phase duration) 10 มิลลิวินาที (msec) นิยมรูปคลื่นแบบ Mono-phasic pulsatile current (มีลักษณะคล้ายคลื่นไซน์, Sine waveform) มีความถี่กระแสไฟฟ้า 50-100 HZ กระแสไฟฟ้าชนิดนี้ถูกนํามาใช้ในการลดปวด (Pain) จากเส้นประสาทที่ถูกรบกวน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 เป็นต้นมาจึงเริ่มมีการนํามาใช้อย่างมากในการลดปวดจากเนื้อเยื่ออ่อนผิดปกติ (Soft tissue disorders) ในหลายประเทศ (Starkey, 1999; Belanger, 2010; Camargo, 2012) อย่างไรก็ตามพบว่ากระแสไฟฟ้าชนิดนี้มีงานวิจัยสนับสนุนยังไม่มาก นอกจากนี้ยังไม่ค่อยนิยมใช้หรือยังไม่ค่อยแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา (USA) แต่มีการนํามาใช้ในแคนาดาและประเทศในแถบยุโรป (Kahn, 1994; Robinson, 2008; Belanger, 2010)

7. การรักษาด้วยกระแสไฟฟ้าอินเตอร์เฟอเรนท์เชียล และกระแสรัสเซียน

กระแสไฟฟ้าชนิดอินเตอร์เฟอเรนท์เชียล (Interferential current : IFC) และกระแสไฟรัสเซียน (Russian current) จัดเป็นกระแสไฟฟ้าที่นิยมนํามาใช้กระตุ้นใน NMES (Neuromuscular electrical stimulation) โดยมีวัตถุประสงค์หลักที่สําคัญคือกระตุ้นกล้ามเนื้อให้มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น (Muscle strength) และลดภาวะการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ (Muscle weakness) จากการไม่ได้ใช้งานกล้ามเนื้อนาน ๆ เช่น การถูกจํากัดการเคลื่อนไหวขณะเข้าเฝือก (Immobilization) หรือ การไม่ได้ใช้งานของกล้ามเนื้อนานจากการนอนนิ่ง (Bed rest) หรือภายหลังจากการผ่าตัด (Post-operation) (Robinson, 2008) นอกจากนี้ กระแสไฟฟ้าชนิดอินเตอร์เฟอเรนท์เชียล (IFC) ยังสามารถใช้ในการลดปวด (Decrease pain) ได้อีกด้วย ทั้ง 2 ชนิดกระแสไฟฟ้ามีการนํามาใช้ในทางกายภาพบําบัดตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1977-1980 เป็นต้นมา (Ward, 2002; Belanger, 2010)

8. การกระตุ้นเส้นประสาทและกล้ามเนื้อด้วยกระแสไฟฟ้า

ประมาณปี ค.ศ. 1900 กระแสไฟฟ้าได้ถูกเริ่มนําใช้ในการกระตุ้นกล้ามเนื้อที่มีเส้นประสาทมาเลี้ยง (Innervated muscle) เพื่อทําให้กล้ามเนื้อนั้นสามารถหดตัวแบบเตตานิก (Tetanic contraction) และสามารถออกแรงหดตัวของกล้ามเนื้อได้เพิ่มขึ้น (Muscle force) โดยหวังผลจากกระแสไฟฟ้าที่จะส่งเสริมให้กล้ามเนื้อทํางานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กระแสไฟฟ้าชนิดต่าง ๆ จึงถูกนํามาใช้กระตุ้นกล้ามเนื้อที่ยังมีเส้นประสาทมาเลี้ยง (Innervated muscle) เพื่อให้กล้ามเนื้อเกิดการหดตัว เรียกวิธีการกระตุ้นเส้นประสาทและกล้ามเนื้อด้วยกระแสไฟฟ้าโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อความแข็งแรง (Muscle strength) หรือความทนทาน (Muscle endurance) เพิ่มมากขึ้นว่า “Neuromuscular electrical stimulation”(NMES) ซึ่งแรงการหดตัวของกล้ามเนื้อ (Force output) จะขึ้นอยู่กับการตั้งค่าเครื่องกระตุ้นไฟฟ้า เช่น ช่วงกระตุ้นกระแสไฟฟ้า (Pulse duration), ระดับความเข้มกระแสไฟฟ้า (Current intensity), ค่าความถี่กระแสไฟฟ้า (Current frequency) รวมถึงเทคนิคการวางขั้วกระตุ้น (Electrode placement technique) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การกระตุ้นไฟฟ้าแบบ NMES มักพบว่าทําให้กล้ามเนื้อเกิดการล้าได้ (Muscle fatigue) ดังนั้นในการตั้งค่าเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าจึงต้องพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของการกระตุ้นให้ชัดเจนและความเหมาะสมกับพยาธิสภาพของผู้ถูกกระตุ้นด้วย โดยในทางคลินิกนักกายภาพบําบัดจะต้องตั้งค่าการกระตุ้นไฟฟ้าให้ได้แรงหดตัวของกล้ามเนื้อที่มากเพียงพอและทําให้กล้ามเนื้อเกิดการล้าได้น้อย (Gersh, 1992; Low, 1994; Starkey, 1999)

9. พื้นฐานทฤษฎีความเจ็บปวดและการควบคุมความปวด

ความเจ็บปวดเป็นอาการที่บ่งบอกถึงความผิดปกติของร่างกายอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจเกิดจากโรคหรือความผิดปกติของร่างกาย อาการเจ็บปวดอาจเกิดอย่างเฉียบพลัน (Acute pain) หรืออาจเกิดเป็นระยะเวลานานมากกว่า 3-6 เดือน (Chronic pain) ก็ได้ถ้าปล่อยทิ้งไว้และไม่ได้รับการรักษา การลดปวดด้วยกระแสไฟฟ้าในทางการแพทย์เริ่มมีเมื่อปี ค.ศ. 1825 โดยกระแสไฟฟ้าถูกนํามาใช้ลดอาการเจ็บปวดจากโรคข้อต่ออักเสบ โรคเกาต์ เป็นต้น ในปี ค.ศ. 1965 Melzack และ Wall ได้เสนอทฤษฎี การควบคุมประตูความเจ็บปวด (Pain gate control theory) เพื่อใช้อธิบายถึงกลไกที่กระแสไฟฟ้าสามารถลดความเจ็บปวดได้ผ่านกลไกการควบคุมบริเวณไขสันหลัง (Spinal cord) และเริ่มมีการนํากระแสไฟฟ้ามาใช้รักษาผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น ๆ โดยในปี ค.ศ. 1967 Shealy ได้รายงานว่าการกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้าที่บริเวณไขสันหลังโดยตรงสามารถลดความเจ็บปวดได้ และพบว่าถ้าใช้กระแสไฟฟ้าทําการกระตุ้นผ่านผิวหนังก็สามารถลดปวดได้เช่นกัน ดังนั้นจึงมีการนํากระแสไฟฟ้าชนิดต่าง ๆ รวมถึง Transcutaneous electrical nerve stimulation (TENS) มารักษาอาการปวดกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ทั้งนี้เนื่องจากการบําบัดด้วยกระแสไฟฟ้ามีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ถ้าใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม (Godfrey, 2005; Belanger, 2010)

10. การระงับความปวดด้วยกระแสไฟฟ้าโดยการกระตุ้นเส้นประสาทผ่านผิวหนัง

ในปี ค.ศ. 1965 Melzack และ Wall ได้เสนอทฤษฎี การควบคุมประตูความเจ็บปวด (Pain gate control theory) โดยเชื่อว่าการกระตุ้นเส้นประสาทรับความรู้สึกขนาดใหญ่ (Large sensory nerve) สามารถไปยับยั้งเส้นประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวดซึ่งนําความเจ็บปวดผ่านเส้นใยขนาดเล็ก (Small sensory nerve) ไปที่บริเวณไขสันหลัง ในปี ค.ศ. 1967 Wall และ Sweet ได้ตีพิมพ์ในวารสาร Science เรื่องกลไกการลดปวดทฤษฎีใหม่ในยุคนั้นว่า การกระตุ้นเส้นประสาทผ่านทางผิวหนังสามารถลดอาการปวดเรื้อรังได้ (Chronic pain) ในช่วงเดียวกัน Norman Shealy ซึ่งเป็นศัลยแพทย์ระบบประสาทชาวสหรัฐอเมริกาได้ใช้การกระตุ้นกระแสไฟฟ้าโดยตรงที่บริเวณไขสันหลัง (Dorsal column) และพบว่าสามารถลดความเจ็บปวดได้ นอกจากนี้ยังพบว่าถ้ากระตุ้นไฟฟ้าผ่านผิวหนังก็สามารถลดปวดและควบคุมระดับความปวดได้เช่นกัน โดยการลดปวดจากกระแสไฟฟ้านั้นเชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับทฤษฎีการควบคุมประตูความเจ็บปวด (Pain gate control theory) และอาจมีผลต่อการหลั่งสารฝิ่น (Endogenous opioid substance) ในระบบประสาท ต่อมา Norman Shealy ได้สร้างกระแสไฟฟ้าที่ใช้เพื่อลดความปวด ให้ชื่อกระแสไฟฟ้านี้ว่า Transcutaneous electrical nerve stimulation (TENS) (สมชาย รัตนทองคํา, 2537; Gersh; 1992; Framptom, 1996) กระแสไฟฟ้าชนิด TENS เป็นกระแสไฟฟ้าที่มีรูปร่างกระแส (Waveform) เป็นแบบสี่เหลี่ยมเฟสคู่ชนิดไม่สมมาตร (Asymmetric biphasic modified square waveform) และสามารถปรับช่วงกระตุ้น (Pulse duration), ความถี่ (Frequency), รูปแบบการปล่อย (Pattern) และระดับความแรงของกระแสไฟฟ้า (Current intensity) ได้หลายแบบ (Belanger, 2010) โดยแต่ละแบบจะมีผลในการลดความเจ็บปวดที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงมีการใช้กระแสทีอีเอ็นเอส หรือกระแสเทนส์ (TENS) เพื่อใช้รักษากันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน มีการนํามาใช้ รักษาผู้ป่วยในทางคลินิกกายภาพบําบัดหรือโรงพยาบาลนานกว่า 40-50 ปี อีกทั้ง TENS เป็นกระแสไฟฟ้าที่ใช้ง่าย สะดวก อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อควรระวังและข้อห้ามใช้ในผู้ป่วยบางชนิด (Barr, 1991; Framptom, 1996; Robinson, 2008; Belanger, 2010)

11. การกระตุ้นกระแสไฟฟ้าเพื่อช่วยเร่งการสมานเนื้อเยื่อ

มื่อเนื้อเยื่อร่างกายได้รับการบาดเจ็บ (Tissue injury) จะทําให้เนื้อเยื่อถูกทําลายซึ่งจะมีผลให้เส้นเลือดฝอยที่นําสารอาหารมาเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้นเกิดเสียหายและมีการฉีกขาดเกิดขึ้น ทําให้ของเหลวและเลือดที่อยู่ภายในหลอดเลือดนั้นเกิดการคั่งรอบ ๆ ในบริเวณที่ฉีกขาด ในภาวะที่เนื้อเยื่อผิวหนังมีการฉีกขาด และทําให้เลือดไหลออกสู่ภายนอก เรียกว่า “บาดแผลชนิดเปิด” (Open wound) เช่น แผลถลอก แผลจากของมีคมบาด เป็นต้น ถ้าเนื้อเยื่อไม่ฉีกขาด แต่มีเลือดหรือของเหลวคั่งอยู่ภายในบริเวณบาดเจ็บ เรียกว่า “บาดแผลชนิดปิด” (Close wound) เช่น ฟกช้ำ (Contusion), แผลติดเชื้อ (Infection), แผลกดทับ (Pressure soreness) เป็นต้น

12. การรักษาด้วยกระแสไฟฟ้าชนิดไมโคร

กระแสไฟฟ้าชนิดไมโคร (Microcurrent electrical therapy) ถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1830 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาเลียน ชื่อ Carlos Matteucci พบว่าจะมีกระแสไฟฟ้าปริมาณน้อย ๆ เกิดขึ้นภายในเนื้อเยื่อที่ได้รับการบาดเจ็บ (Tissue Injury) หรือบริเวณบาดแผลของผิวหนังมนุษย์ (Wound) โดยพบว่าบริเวณบาดแผลจะมีความเข้มกระแสไฟฟ้าน้อย ๆ เกิดขึ้นน้อยกว่า 1 มิลลิแอมแปร์ (mA) จึงเรียกกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นบริเวณบาดแผลนี้ว่า “Current of injury หรือ Injury potential” ซึ่งจัดเป็นกระแสไฟฟ้าภายในร่างกายแบบหนึ่ง (Intrinsic bioelectrical current) ในภาวะปกติเซลล์จะอยู่ในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ (Electrolyte) ซึ่งมีองค์ประกอบของประจุไอออนต่าง ๆ และมีการเคลื่อนที่ของประจุไอออนจึงทําให้เกิดกระแสไฟฟ้าชีวภาพ (Bioelectrical current) โดยที่ผิวหนังจะมีค่าความต่างศักย์ไฟฟ้า (Skin battery, Trans-epithelium potential difference; TEP) ระหว่างชั้นอิพิเดอร์มิส (Epidermis) และชั้นเดอร์มิส (Dermis) ที่เกิดจากการไหลของประจุโซเดียม โพแทสเซียม และคลอไรด์ไอออน (Na+/K+/Cl– ion) ทําให้เกิด TEP ประมาณ 10-60 มิลลิโวลต์ (mV) (Kloth, 2005) (หมายเหตุ : 1 มิลลิแอมแปร์; mA จะมีค่าเท่ากับ 1,000 ไมโครแอมแปร์; μA)

13. การรักษาด้วยกระแสไฟฟ้าชนิดกระแสไฟฟ้าศักย์สูง

กระแสไฟฟ้าชนิด “กระแสไฟฟ้าศักย์สูง” (High voltage pulsed current; HVPC) หรือบางตําราเรียกว่า High voltage pulsed stimulation (HVPS) หรือ High voltage monophasic pulsed current (HVMPC) ซึ่งเป็นชื่อเรียกกระแสไฟฟ้าชนิดนี้ แต่ที่นิยมใช้นั้นจะเป็น HVPC เพราะกระแสไฟฟ้าชนิดนี้จัดเป็นกระแสไฟชนิดพัลส์ (Pulsed current, PC) ซึ่งมีช่วงกระตุ้นแคบมาก มักมีหน่วยเป็น ไมโครวินาที (μsec) หรือ มิลลิวินาที (msec) ดังนั้นกระแส HVPC ไม่ใช่กระแสไฟรูปแบบ Galvanic current หรือกระแสไฟฟ้าตรง (Direct current : DC) แต่เป็นกระแสไฟชนิดพัลส์ (PC) (Roberta, 1991; Starkey, 1999; Belanger, 2010; Houghton, 2011) กระแสไฟฟ้าศักย์สูงเป็นกระแสไฟฟ้าอีกประเภทหนึ่งที่ถูกนํามาใช้ในทางคลินิกหลายรูปแบบการรักษา ซึ่งปรากฏหลักฐานว่ามีการนํากระแสไฟฟ้าประเภทนี้มาใช้ในช่วงปี ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา กระแสไฟชนิด HVPC มีลักษณะเด่นคือ ไม่ค่อยเจ็บในขณะกระตุ้น หรือรู้สึกสบายขณะกระตุ้น (Comfortable feeling) เนื่องจากช่วงกระตุ้นที่แคบมาก ๆ จึงทําให้สามารถปรับความเข้มกระแสไฟฟ้าได้มากขณะกระตุ้น โดยที่ยังรู้สึกสบาย หรือไม่ค่อยเจ็บ (Roberta, 1991; Belanger, 2010)

14. เทคนิคกระตุ้นไฟฟ้าในกล้ามเนื้อที่ขาดเส้นประสาทมาเลี้ยง

กล้ามเนื้อที่มีเส้นประสาทมาเลี้ยง (Innervated muscle) คือกล้ามเนื้อปกติ (Normal muscle) ที่มีเส้นประสาทส่วนปลายมาเลี้ยง (Peripheral nerve Innervation) และใช้เป็นเส้นทางในการสั่งงานระบบมอเตอร์ (Motor pathway) ของระบบประสาทส่วนกลาง เพื่อสั่งให้กล้ามเนื้อเกิดการหดตัว-คลายตัว และทําให้เกิดการเคลื่อนไหวของร่างกาย แต่ถ้าเส้นประสาทส่วนปลายเกิดการบาดเจ็บหรือถูกทําลายจากอุบัติเหตุหรือโรคต่าง ๆ จนทําให้สูญเสียการทํางานของเส้นประสาทไป (เช่น Nerve injury, nerve rupture) จะทําให้ไม่สามารถส่งกระแสประสาทไปยังมัดกล้ามเนื้อได้ ทําให้กล้ามเนื้อไม่สามารถหดตัว-คลายตัวจากการควบคุมของระบบประสาท (Loss volitional control) เรียกกล้ามเนื้อนี้ว่า “กล้ามเนื้อที่ขาดเส้นประสาทมาเลี้ยง (Denervated muscle)” มีผลทําให้กล้ามเนื้อเกิดภาวะอัมพาต (Paralysis) และเกิดการฝ่อลีบ (Atrophy) ตามมา การฝ่อลีบชนิดนี้เรียกว่า “ดีเนอร์เวชั่น อโทรฟี่” (Denervation atrophy) เมื่อเส้นใยกล้ามเนื้อขาดการหดตัวเป็นระยะเวลานาน ๆ จะทําให้เกิดไขมัน (Adipose tissue) เนื้อเยื่อพังผืด (Scar adhesion) แทรกตัวภายในใยกล้ามเนื้อและจะทําให้ไม่สามารถใช้งานกล้ามเนื้อมัดนั้นได้อีก (Cummings, 1992; Eberstein, 1996; Spielholz, 1999)

15. การรักษาด้วยการป้อนกลับชีวภาพ และการวัดสัญญาณไฟฟ้ากล้ามเนื้อ

การควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย (Motor control of movement) จะคล้ายกับการขับเคลื่อนรถยนต์ ต่างกันตรงที่การบังคับทิศทางหรือความเร็วของรถยนต์จะถูกควบคุมโดยผู้ขับขี่ (Manual control) ซึ่งระบบควบคุมประเภทนี้ต้องมีคนเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงถือว่าเป็นระบบควบคุมไม่อัตโนมัติ ขณะที่การเคลื่อนไหวของร่างกายนั้นสมองจะมีหน้าที่พิเศษในการสั่งการควบคุม รวมถึงสามารถวิเคราะห์และออกแบบการเคลื่อนไหวให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ได้เอง จึงเรียกระบบการควบคุมแบบนี้ว่า ระบบควบคุมอัตโนมัติ (Automatic control) นอกจากนี้ระบบการควบคุมยังอาจแบ่งออกได้เป็นระบบควบคุมวงเปิด (Open-loop control) และระบบควบคุมวงปิด (Closed-loop control) (Basmajian, 1979; Rose, 2006)

16. พื้นฐานการประเมินสรีรวิทยาไฟฟ้าของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ

พื้นฐานการประเมินสรีรวิทยาไฟฟ้า (Electrophysiological evaluation) ของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ (Electroneuro-myography) เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้นักกายภาพบําบัดเข้าใจหลักการของการตรวจสรีรวิทยาของกล้ามเนื้อและเส้นประสาทด้วยกระแสไฟฟ้า ซึ่งแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู (Physical medicine and rehabilitation, PM&R) จะเป็นผู้ทําการตรวจ ทําการซักประวัติผู้ป่วย ตรวจร่างกาย และส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วยวิธีอื่น ๆ รวมถึงการใช้เครื่องมือทางไฟฟ้าช่วยตรวจวินิจฉัย เพื่อใช้ในการช่วยวินิจฉัยโรคและบ่งบอกถึงพยาธิสภาพของผู้ป่วย การใช้เครื่องมือประเมินสรีรวิทยาไฟฟ้าเพื่อช่วยวินิจฉัยโรคหรือความผิดปกติของร่างกาย เรียกว่า “การตรวจวินิจฉัยด้วยไฟฟ้า” (Electrodiagnosis testing) ทั้งนี้เพื่อให้นักกายภาพบําบัดเข้าใจหลักการพื้นฐานของการตรวจ ความแปลความหมายของการตรวจเบื้องต้น และสามารถสื่อสารกับแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูหรือทีมเวชศาสตร์ฟื้นฟูได้ ในบทนี้จึงจะขอกล่าวถึงการตรวจวินิจฉัยด้วยกระแสไฟฟ้าที่พบได้บ่อยในทางการรักษาด้วยวิธีกายภาพบําบัด (Physical therapy techniques)

17. พื้นฐานของการบาดเจ็บและอันตรายจากกระแสไฟฟ้า

การรักษาด้วยไฟฟ้า
การรักษาด้วยไฟฟ้า

ภายในหนังสืออัดแน่นไปด้วยเนื้อหา 17 บท บทที่ 1-3 กล่าวถึงประวัติการรักษาด้วยไฟฟ้า หลักการพื้นฐานการรักษาด้วยกระแสไฟฟ้า สรีรวิทยาของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อเมื่อถูกกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้าและการปรับตัวต่อกระแสไฟฟ้าของเนื้อเยื่อ บทที่ 4 การใช้ไฟกระแสตรงและเทคนิคไอออนโตโพเรซีส บทที่ 5-8 กล่าวถึงกระแสไฟฟ้าพัลส์และกระแสไฟสลับที่ใช้ในการกระตุ้นกล้ามเนื้อและเส้นประสาทเพื่อเพิ่มความแข็งแรงกล้ามเนื้อและการกระตุ้นไฟฟ้าร่วมกับการออกกำลังกายเพื่อเรียนรู้และการทำงาน

การรักษาด้วยไฟฟ้า

เนื้อหาในบทที่ 9-10 จะเกี่ยวข้องกับทฤษฎีความเจ็บปวดและการลดปวดด้วยกระแสไฟฟ้า ส่วนบทที่ 11-13 จะอธิบายถึงการใช้กระแสไฟฟ้าช่วยกระตุ้นเร่งการซ่อมสมานบาดแผลและกระแสไฟฟ้าที่สามารถใช้ในการกระตุ้นได้ บทที่ 14 ว่าด้วยเทคนิคการกระตุ้นไฟฟ้าในกล้ามเนื้อที่ไม่มีเส้นประสาทมาเลี้ยงเพื่อชะลอการฝ่อลีบของกล้ามเนื้อ ส่วนในบทที่ 15 กล่าวถึงการใช้หลักการของการป้อนกลับชีวภาพ (ไบโอฟีดแบค) และพื้นฐานการวัดสัญญาณศักย์ไฟฟ้าในกล้ามเนื้อ (อี.เอ็ม.จี) และในบทที่ 16-17 กล่าวถึงความรู้ทางการตรวจสรีรวิทยาไฟฟ้าของกล้ามเนื้อและเส้นประสาทขั้นพื้นฐานสำหรับนักกายภาพบำบัด รวมถึงอันตรายจากกระแสไฟฟ้า

การรักษาด้วยไฟฟ้า

วางจำหน่ายแล้ววันนี้

Summary
product image
Aggregate Rating
5 based on 3 votes
Brand Name
สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยนเรศวร
Product Name
ไฟฟ้าบำบัดสำหรับนักกายภาพบำบัด
Price
THB 780
Product Availability
Available in Stock
Message us