พฤติกรรมสุขภาพ

มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยล้วนใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อศึกษาสาเหตุของพฤติกรรม สุขภาพที่ไม่พึงประสงค์ ทั้งนี้ ก็เพื่อทำให้เกิดความกระจ่างในการพรรณนา อธิบาย ทำนาย และ ควบคุมพฤติกรรมเหล่านั้นให้เป็นไปตามต้องการให้ได้มากที่สุด และไม่ว่าเวลาจะผ่านมากี่ร้อย กี่พันปี การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ก็ยังคงเป็นงานยากเสมอ และต้องเผชิญกับเป้าหมาย ใหม่ ๆ ที่ท้าทายเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากเงื่อนไขทางสังคมที่หลากหลาย ซับซ้อน และสภาพสิ่งแวดล้อม ที่ผันแปรไปอย่างรวดเร็ว

งานยากที่กล่าวถึงในตอนต้นนั้น นอกจากจะหมายถึงปัจจัยเงื่อนไขภายนอกที่ไม่สามารถ ควบคุมและจัดการได้โดยสมบูรณ์แล้ว อีกส่วนยังหมายถึงเงื่อนไขที่มาจาก ปัจจัยภายใน ของนักสาธารณสุขและนิสิตที่เป็นว่าที่นักสาธารณสุขในอนาคตเองด้วย ที่ส่วนใหญ่ยังมีความรู้ พื้นฐานทางด้านพฤติกรรมศาสตร์ที่ไม่เข้มแข็งจนทำให้กล้า ๆ กลัว ๆ เมื่อจะต้องทำงานด้าน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ มิหน้าซ้ำพอพูดถึงเรื่องแนวคิดและทฤษฎีทางด้านพฤติกรรม ศาสตร์ด้วยแล้วก็ยิ่งเหลือเพียงความกลัวล้วน ๆ ดังนั้น แทนที่แนวคิดและทฤษฎีทางด้านพฤติกรรม ศาสตร์เหล่านี้จะถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาสุขภาพกลับกลายเป็นอุปสรรคที่ ลดทอนความเชื่อมั่น และบ่มเพาะความกลัว จนทำให้นักสาธารณสุขส่วนใหญ่ละทิ้งเครื่องมือ สำคัญนี้ไป หรือแม้จะนำไปใช้บ้างแต่ก็ไม่กล้าพอที่จะประยุกต์ใช้ได้อย่างสอดคล้องและเหมาะสม กับสภาพแวดล้มที่ตนเองทำงานอยู่

ปัญหาที่พบได้บ่อย ๆ สำหรับนักสร้างสุขภาพ (มือใหม่) และนิสิตที่ได้รับมอบหมายให้ ออกแบบกิจกรรมและวางแผนแก้ไขปัญหาพฤติกรรมสุขภาพใด ๆ ทั้งในระดับพื้นที่จริงหรือในชุมชน ที่สมมุติขึ้นในห้องเรียนหรือห้องปฏิบัติการก็ตาม มักเริ่มต้นด้วยการสืบค้นว่ามีใครทำประเด็นปัญหา ที่ตนเองสนใจจะทำบ้าง และเมื่อค้นพบก็จะพยายามทำซ้ำหรือทำตาม “ผลงานต้นแบบ” เหล่านั้น ซึ่งมีหลากหลายที่มา เช่น เป็นหลักสูตรหรือโปรแกรมสำเร็จรูปที่มาจากหน่วยงานส่วนกลาง เช่น กรม กองต่างๆ ในกระทรวงสาธารณสุข และที่เป็นผลงานดีเด่นที่คุ้นเคยกันดีในลักษณะที่เป็น Best practice ต่าง ๆ นานา โดยคาดหวังว่า “วิธีการตามแบบของเขาจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหา ของเราให้ประสบความสำเร็จเหมือน ๆ กัน” ซึ่งนั่นอาจเป็นมิจฉาทิฐิ ที่นอกจากจะทำให้ไม่สามารถ แก้ไขปัญหาเดิมได้แล้ว ยังอาจก่อให้เกิดปัญหาใหม่ที่ทำให้เกิดความสูญเสียทั้งงบประมาณ เวลา และความรู้สึกของทั้งผู้ที่ทำการศึกษาเองและผู้ที่ถูกศึกษา

พัฒนาการของพฤติกรรมศาสตร์

“เราจำเป็นต้องถอยหลังไปหลายก้าว กว่าจะกระโดดไปข้างหน้าได้ไกลที่สุด” ไมต่างกันนักกับการศึกษาเรื่องราวใด ๆ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้

ครูบาอาจารย์หลายท่านสอนเสมอว่า “อย่าเด็ดมาแต่ยอด อย่าตัดตอนเอาเฉพาะที่ต้องการใช้” เพราะเกือบทุก ๆ เรื่องราวที่เรากำลังสนใจใคร่รู้อยู่ในปัจจุบันล้วนมีจุดกำเนิดและพัฒนาการทางความคิดที่ต่อเนื่องยาวนานมานับพัน ๆ ปีหรืออาจนับเป็นร้อย ๆ ช่วงชีวิตของนักคิดกันทีเดียว ดังนั้น เราจึงต้องให้ความสำคัญอย่างมากกับประวัติศาสตร์และความเป็นมาของทุก ๆ เรื่องราวที่เรากำลังศึกษาอยู่ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้จนเกิดเป็นจินตภาพที่สามารถเชื่อมร้อยระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งหากละเลยไม่ให้ความสำคัญก็อาจจะเข้าข่ายเป็นผู้มักง่ายทางวิชาการที่ตัดและแปะมาเฉพาะเนื้อความที่เป็นประโยชน์สำหรับงานของตนซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเข้าใจแบบผิด ๆ ถึงขั้นหลงทิศหลงทางกันก็มีไม่น้อย

ดังนั้น ก่อนที่เราจะศึกษาถึงแนวคดิ ทางด้านพฤติกรรมสุขภาพและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามที่ตั้งเป็นชื่อหนังสือนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีองค์ความรู้พื้นฐานในเรื่องพัฒนาการของพฤติกรรมศาสตร์เสียก่อน

เนื้อหาหลัก ๆ ในบทนี้ ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
ส่วนที่ 1: กระบวนทัศน์ของการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์
ส่วนที่ 2: ศาสตร์ และศิลป์ของพฤติกรรมศาสตร์
เนื้อหาทั้งสองส่วนนี้เป็นเครื่องมือสำคัญช่วยให้ผู้อ่านเกิดมโนทัศน์และจินตนาการที่นอกจากจะทำให้ง่ายต่อการเชื่อมโยง และทำความเข้าใจในเนื้อหาในบทต่อ ๆ ไปแล้ว ยังมีส่วนช่วยให้การอ่านหนังสือเล่มนี้ก้าวหน้าไปอย่างไม่น่าเบื่ออีกด้วย

พฤติกรรมสุขภาพ

พฤติกรรมสุขภาพ

ครั้งหนึ่ง ในห้องเรียนวิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์ ผู้เขียนเคยทดลองฉายภาพเด็กชายคนหนึ่งกำลังหันหน้าไปทางสนามฟุตบอล ที่หน้าผากมีรอยระบายสีเขยี วและสีเหลืองเป็นรูปธงชาติของประเทศหนึ่ง และบริเวณแกม้ ทั้งสองข้างมน้ำตาไหลนอง

ในภาพคุณเห็นพฤติกรรมอะไรบ้าง
ผู้เขียนตั้งคำถามเชิงท้าทายให้นักศึกษาช่วยกันคิดและคำตอบที่ได้ส่วนใหญ่ คือกำลังดูบอล กำลังร้องไห้


แน่นอนที่สุดว่าคำตอบดังกล่าวไม่ผิด แต่ก็ยังอาจไม่ดีพอหากเปรียบเทียบกับความหมายทั้งหมดของคำว่าพฤติกรรม

แล้วคุณมีคำตอบที่ดีกว่านี้หรือไม่

พฤติกรรมสุขภาพ เป็นคำสมาสที่เกิดจากคำ 2 คำ คือ คำว่า “พฤติกรรม” และคำว่า “สุขภาพ” ทั้ง 2 คำมีความเชื่อมโยงกันและเป็นเงื่อนไขในการใช้อธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคำเหล่านี้เพื่อใช้เป็นฐานความรู้ในการศึกษาเรื่องแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพซึ่งจะเป็นเนื้อหาในบทต่อ ๆ ไป

เนื้อหาในบทนี้ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
ส่วนที่ 1: ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพฤติกรรม
ส่วนที่ 2: มมุมองและความหมายเกี่ยวกับสุขภาพ
ส่วนที่ 3: ความหมาย และประเภทของพฤติกรรมสุขภาพ

เนื้อหาทั้ง 3 ส่วนนี้จะช่วยเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ จนทำให้ผู้อ่านเกิดข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับพฤติกรรม สุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพได้อย่างแม่นยำ และจะมีประโยชน์อย่างมากในการอ่านบทต่อ ๆ ไปได้อย่างสนุก เท่าทัน และเกิดจินตนาการร่วม

ความรู้พื้นฐาน: ทฤษฎีพฤติกรรมสุขภาพ

“No one theory will be right in all cases”

ปัญหาหนึ่งที่พบได้บ่อยสำหรับนักสาธารณสุข (มือใหม่) ที่ได้รับมอบหมายให้แก้ไขปัญหาพฤติกรรมสุขภาพในระดับพื้นที่ก็คือ การเลียนแบบหรือทำซํ้าตาม “ผลงานต้นแบบ” ทั้งที่เป็นหลักสูตรหรือโปรแกรมสำเร็จรูปที่มาจากหน่วยงานส่วนกลางในกระทรวงสาธารณสุขและที่เป็นผลงานดีเด่นหรือ Best practice โดยคาดหวังว่าวิธีการตามแบบของเขาจะช่วยแก้ไขปัญหาของเราให้ประสบความสำเร็จเหมือน ๆ กัน

การเลียนแบบอาจเกิดได้หลายระดับแต่การลอกเลียนแบบทั้งทฤษฎีและวิธีการศึกษาอาจเรียกได้ว่าเป็นมิจฉาทิฐิ ที่นอกจากจะทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเดิมได้แล้วยังอาจก่อให้เกิดปัญหาใหม่ที่ทำให้สูญเสียทั้งงบประมาณ เวลา และเสียความเชื่อมั่นทั้งต่อผู้ที่ถูกศึกษาและต่อตัวผู้ทำการศึกษาเองด้วย

แต่ถ้าไม่ทำตามแบบของคนอ่นื แล้ว ควรทำอย่างไร

จริง ๆ แล้ว ทฤษฎีด้านพฤติกรรมสุขภาพมีอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่มีความยืดหยุ่นและเป็นสากล ซึ่งเอื้อต่อการเลือกใช้และปรับประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัญหาและสภาพแวดล้อมของตนเอง แต่ปัญหาที่พบก็คือ บุคลากรสาธารณสุขยังมีความลังเลสงสัยถึงความจำเป็นและประโยชน์ของทฤษฎี หรือถึงแม้จะเห็นด้วยว่าจำเป็นต้องใช้แต่ก็ยังขาดความมั่นใจว่าจะเลือกใช้ทฤษฎีอย่างไรให้เหมาะสมอยู่ดี

ในบทนี้จึงมุ่งตอบสนองต่อปัญหาและข้อจำกัดดังกล่าว โดยมีเนื้อหา 2 ส่วน คือ
ส่วนที่ 1: คำศัพท์ที่พบบ่อยในทฤษฎีพฤติกรรมสุขภาพ
ส่วนที่ 2: ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับทฤษฎีและข้อพิจารณาในการประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมสุขภาพ

อย่างน้อยที่สุด เมื่อผู้อ่านได้อ่านเนื้อหาบทนี้แล้วก็จะรับรู้ถึงความจำเป็นของการประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมสุขภาพ และจะมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับคำศัพท์ และข้อพิจารณาในการเลือกใช้ทฤษฎีให้เหมาะสมซึ่ง จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการศึกษาทฤษฎีพฤติกรรมศาสตร์และการประยุกต์ใช้ที่จะกล่าวถึงในบทต่อ ๆ ไป

ทฤษฎีพฤติกรรมสุขภาพระดับบุคคล

ตามที่ทราบแล้วว่า ทฤษฎีหรือแบบจำลองพฤติกรรมสุขภาพระดับบุคคลมีแนวคิดพื้นฐานมาจากกลุ่มพฤติกรรมปัญญานิยมที่เชื่อว่าพฤติกรรมของบุคคลเป็นผลมาจากกระบวนการทางความคิดของตนเอง เช่น ค่านิยม การรับรู้ แรงจูงใจ ประสบการณ์ชีวิต การคิดโดยมีสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสภาพแวดล้อมทางสังคมเป็นปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมให้เกิดหรือไม่เกิดพฤติกรรมสุขภาพ ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในระดับบุคคลจึงต้องมุ่งเน้นไปที่การจัด กระทำกับกระบวนการทางความคิดของบุคคลเป็นสำคัญ

เนื้อหาในบทที่ 4 นี้กล่าวถึงทฤษฎีหรือแบบจำลองพฤติกรรมสุขภาพระดับบุคคลที่ได้รับการยอมรับและถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ประกอบด้วย
ส่วนที่ 1: แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ
ส่วนที่ 2: ทฤษฎีการกระทำด้วยเหตุผลและทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน
ส่วนที่ 3: แบบจำลองขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

โดยเนื้อหาแต่ละส่วนประกอบด้วย พัฒนาการทางความคิด องค์ประกอบเชิงทฤษฎีการประยุกตใช้ ข้อควรพิจารณาเมื่อประยุกต์ใช้ และสรุปสาระสำคัญ

ทฤษฎีพฤติกรรมสุขภาพระดับระหว่างบุคคล

ในสภาวะธรรมชาติ มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องติดต่อสื่อสาร และปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นในสังคม ปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวย่อมมีผลต่อความคิด ความรู้สึกและการแสดงออกของบุคคลมากบ้าง น้อยบ้าง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ และผันแปรไปตามอิทธิพลของโยงใยแห่งความสัมพันธ์อันซับซ้อน ลำพังทฤษฎีระดับบุคคลที่กล่าวถึงในบทที่ผ่านมาจึงอาจไม่เพียงพอที่จะใช้อธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ในสภาวะแห่งความจริงจึงจำเป็นต้องประยุกต์ใช้ทฤษฎีระดับระหว่างบุคคลมาอธิบายร่วมกัน

เนื้อหาในบทที่ 5 นี้กล่าวถึงทฤษฎีและแบบจำลองพฤติกรรมสุขภาพระดับระหว่างบุคคลที่ได้รับการยอมรับและถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ประกอบด้วย
ส่วนที่ 1: ทฤษฎีปัญญาทางสังคม
ส่วนที่ 2: แนวคิดเรื่องเครือข่ายทางสังคมและการสนับสนุนทางสังคม

โดยเนื้อหาแต่ละส่วนประกอบด้วย พัฒนาการทางความคิด องค์ประกอบเชิงทฤษฎีการประยุกตใช้ข้อควรพิจารณาเมื่อประยุกต์ใช้ และสรุปสาระสำคัญ

ทฤษฎีพฤติกรรมสุขภาพระดับกลุ่มหรือชุมชน

“ทารกหญิงคนหนึ่ง ถ้าเกิดในประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศสวีเดนจะมีโอกาสมีอายุยืนยาวมากกว่า 80 ปี ถ้าเกิดในบราซิลหรืออินเดียจะมีอายุยืนยาวประมาณ 72 ปีและ 63 ปี แต่ถ้าเกิดในแถบแอฟริกาในหลาย ๆ ประเทศ ทารกคนนั้นจะมีอายุยืนยาวน้อยกว่า 50 ปี” (ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย, 2552)

ข้อมูลข้างต้นสะท้อนถึงวิกฤตความไม่เท่าเทียมตามสุนทรพจน์ของ Bill Gates ที่อ้างถึงในหน้าแรกของบทนี้ได้เป็นอย่างดี และบ่งชี้ถึงความท้าทายของโลกในศตวรรษที่ 21 ที่มีสาเหตุปัญหาที่โยงใยซับซ้อนอยู่เบื้องหลัง กล่าวคือ เป็นปัญหาของโลกยุคใหม่ที่เกิดจากพหุปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยที่หลากหลาย เช่น ระบบการเมืองการปกครองระบบการศึกษา ระบบสาธารณสุข ระบบสังคมและเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันปัญหาของโลกยุคใหม่ก็มีลักษณะทับซ้อนเป็นพหุระดับครอบคลุมทั้งระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน และอาจก้าวเลยไปถึงหน่วยทางสังคมใหม่ ๆ เช่น กลุ่มเครือข่ายสังคมออนไลน์ ประชาคม โลกไร้พรมแดน

หน่วยทางสังคมใหม่ ๆ เช่น กลุ่มเครือข่ายสังคมออนไลน์ ประชาคม โลกไร้พรมแดนแน่นอนที่สุดว่า หน่วยของปัญหาสาธารณสุขของโลกที่เปลี่ยนไปดังกล่าวข้างต้นย่อมทำให้นักสาธารณสุขยุคปัจจุบันต้องเผชิญกับโจทย์ปัญหาสุขภาพที่ท้าทายและซับซ้อนมากขึ้น กล่าวคือ ไม่สามารถจัดการหรือแก้ไขปัญหาใด ๆ ได้ด้วยลำพังทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งหรือเพียงทฤษฎีระดับใดระดับหนึ่งได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องใช้ทฤษฎีในระดับมหภาค (Macro level) ที่เกิดจากการประยุกต์ผสมผสานและบูรณาการทฤษฎีหรือแนวคิดที่หลากหลายเพื่อให้ร่วมกันส่งผลทำให้เกิดผลลัพธ์ด้านสุขภาพตามที่คาดหวัง

เนื้อหาในบทที่ 6 นี้กล่าวถึงแบบจำลอง และแนวคิดพฤติกรรมสุขภาพระดับกลุ่มหรือชุมชนที่ได้รับการยอมรับและถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ประกอบด้วย
ส่วนที่ 1: แนวคิดการเสริมพลังอำนาจ
ส่วนที่ 2: แบบจำลองการวางแผนและประเมินผลด้านสุขภาพ

โดยเนื้อหาแต่ละส่วนประกอบด้วย พัฒนาการทางความคิด องค์ประกอบเชิงทฤษฎีการประยุกต์ใช้ ข้อควรพิจารณาเมื่อประยุกต์ใช้ และสรุปสาระสำคัญ

มุมมองเชิงระบบ: ความเข้าใจพฤติกรรมอย่างองค์รวม

พฤติกรรมของมนุษย์เป็นเรื่องซับซ้อนและผูกโยงอยู่กับเหตุปัจจัยจำนวนมากทั้งเรื่องกรรมพันธุ์ ระบบชีวเคมีทางร่างกาย การกระตุ้น จากสิ่งเร้าทั้งจากภายในและภายนอกร่างกาย กระบวนการคิดและปัจจัยด้านจิตวิทยาในระดับบุคคล และปฏิสัมพันธ์หรือความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลรอบข้างและสังคมที่อยู่อาศัยรวมถึง อิทธิพลทางด้านสิ่งแวดล้อมและนโยบายสุขภาพในระดับชาติและภูมิภาค และซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเมื่อในสภาพตามธรรมชาติเหตุปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้อยู่อย่างเป็นอิสระจากกัน แต่มีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างยุ่งเหยิงหรือไร้ระเบียบแบบแผนที่แน่ชัด

หนทางเดียวที่จะทำให้เข้าใจถึงพฤติกรรมของมนุษย์ในสภาพตามธรรมชาติได้อย่างถ่องแท้ คือ ต้องศึกษามันในแบบที่มันเป็นอยู่ ไม่ใช่ศึกษาภายใต้อุดมคติทางห้องทดลองที่จะควบคุม แยกส่วน และลดส่วน อะไรต่อมิอะไรได้ดั่งใจ อุปมาดั่งเช่น หากเราสนใจพฤติกรรมของนกนางนวลที่กำลังบินเล่นลมอยู่บนท้องฟ้าสีคราม ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะเข้าใจวิถีชีวิตของนกนางนวลด้วยการเอามันมาขังไว้ในกรง ถอนขน และชำแหละอวัยวะออกเป็นส่วน ๆ

ดังนั้น ในบทที่ 7 ซึ่งเป็นบทส่งท้ายของหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนจึงตั้งใจที่จะเชื้อเชิญให้ผู้อ่านที่เป็นนักสาธารณสุข (ยุคใหม่) ได้ร่วมเรียนรู้แนวคิดวิธีคิดกระบวนระบบเพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนโลกทัศน์ให้มีมุมมองเชิงระบบตามไปด้วย ทั้งนี้ ก็เพื่อขยายวิสัยทัศน์การทำงานทางด้านพฤติกรรมสุขภาพให้ครอบคลุมทุก ๆ เหตุปัจจัย และสามารถจัดการกับทุก ๆ เหตุปัจจัยที่ร่วมกันกำหนดพฤติกรรมสุขภาพได้อย่างบูรณาการ ผสมผสาน และไม่หลุดลอยไปจากสภาพความเป็นจริง

เนื้อหาในบทที่ 7 นี้ มี 3 ส่วนสำคัญ คือ
ส่วนที่ 1: ความสำคัญ ความหมาย และระดับของมุมมองเชิงระบบ
ส่วนที่ 2: พลวัตของแนวคิดมุมมองเชิงระบบ
ส่วนที่ 3: การประยุกต์ใช้แนวคิดมุมมองเชิงระบบในการศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์

สนใจสั่งซื้อได้ที่  NUPH Shop

พฤติกรรมสุขภาพ

จากนักเขียน

พฤติกรรมสุขภาพ: แนวคิด ทฤษฎี และการประยุกต์ใช้ เป็นหนังสืออีกเล่มที่เป็น ความพยายามอันหนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดและทฤษฎีทางด้าน พฤติกรรมสุขภาพให้กับนักสาธารณสุขในระดับพ้ืนท่ี ให้เป็นอิสระจากความกลัวจนก่อเกิดเป็นความ เชื่อมั่นกระทั่งสามารถประยุกต์ใช้แนวคิดและทฤษฎีในการจัดการและแก้ไขปัญหาสุขภาพของ ประชาชนได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ยังมุ่งหวังอีกว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจ และเช้ือเชิญให้นักสาธารณสุขยุคใหม่หันมาให้ความสำคัญกับการปฏิบัติงานในชีวิตประจำวัน ไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาศักยภาพด้านวิชาการ จนสามารถสังเคราะห์เป็นปัญญาใหม่ เป็น “ปัญญาปฏิบัติ” ท่ีเกิดจากการหลอมรวมระหว่างความรู้ท่ีได้จาก 3 ส่วน คือความรู้เชิงทฤษฎี ความรู้ท่ีเกิดจากการปฏิบัติจริง และความรู้ท่ีเป็นผลมาจากการปฏิบัติ หรือตามท่ีภาษาพระท่าน เรียกว่า ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ซึ่งผู้เขียนเชื่อมั่นว่าปัญญาปฏิบัตินี้เองที่จะสามารถปฏิรูปให้เกิด การเปล่ียนแปลงในการทำงานและเป็นกุญแจดอกสำคัญในการสร้าง สุขภาวะและคุณภาพชีวิต ของประชาชน รวมทั้งยังสามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของนักสาธารณสุข ที่ทำงานในระดับชุมชนได้อย่างแท้จริง

พฤติกรรมสุขภาพ

เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ครอบคลุมมิติสำคัญ ๆ ของแนวคิดและทฤษฎีพฤติกรรมศาสตร์ ทั้งหมด นับตั้งแต่พัฒนาการของพฤติกรรมศาสตร์ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพฤติกรรมและมุมมอง เกี่ยวกับสุขภาพ ความรู้พ้ืนฐานเกี่ยวกับทฤษฎีพฤติกรรมสุขภาพ ทฤษฎีและแบบจำลองพฤติกรรม สุขภาพระดับบุคคล ระหว่างบุคคล และระดับกลุ่มหรือชุมชน และในตอนท้ายเกี่ยวข้องกับแนวคิด เรื่องมุมมองเชิงระบบเพื่อขยายมุมมองของนักสาธารณสุขจนเกิดความตระหนักถึงความสำคัญ ของการทำความเข้าใจพฤติกรรมอย่างเป็นองค์รวมและการประยุกต์ใช้แนวคิดมุมมองเชิงระบบ ในการศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์

พฤติกรรมสุขภาพ

ทั้งนี้ แม้ว่าผู้เขียนจะพยายามเขียนหนังสือเล่มนี้ด้วยท่วงทำนองที่เรียบง่าย กระชับ และ เขียนให้อ่านง่ายมากที่สุดเพื่อให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่คิดไว้แต่แรกว่าต้องเป็นหนังสือ ที่สามารถช่วยให้ผู้ที่อ่านจนจบสามารถลดและละวางความกลัวลงได้ จนสามารถประยุกต์ใช้แนวคิด และทฤษฎีพฤติกรรมศาสตร์ในงานของตนเองได้อย่างกล้าหาญและมุ่งมั่น อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก การศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์จัดเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่มีคุณลักษณะบางประการที่ค่อนข้าง จำเพาะเจาะจง เช่น มีองค์ความรู้เฉพาะตัวและมีคำศัพท์เฉพาะตัว ซึ่งอาจเป็นกำแพงขวางกั้น ทำให้คนนอกวงการพฤติกรรมศาสตร์ท้อแท้หรือต้องใช้ความพยายามที่มากข้ึนเพื่อก้าวข้าม ความรู้สึกแปลกแยกเหล่านี้ไป แต่ผู้เขียนเชื่อมั่นว่าเมื่อได้อ่านไปสักระยะหนึ่งจะทำให้ผู้อ่านเริ่มคุ้น ชินและสนุกไปกับการอ่านเนื้อหาได้ตลอดทั้งเล่มก็เป็นได้

เขียนโดย ผศ. ดร.จักรพันธ์ เพ็ชรภูมิ

สนใจสั่งซื้อได้ที่  NUPH Shop

เอกสารอ้างอิง

ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย. (2552). ถมช่องว่างทางสุขภาพในช่วงชีวิตเรา: บรรลุความเป็นธรรมทางสุขภาพด้วยปัจจัยสังคมที่กำหนดสุขภาพ (พิมพ์ครั้งที่ 2), กรุงเทพฯ: คุณาไทยจำกัด (วนิดาการพิมพ์)