สงครามเกาหลี ในช่วงอลหม่าน ค.ศ. 1864-1953

สงครามเกาหลี 89 ปี ในช่วงอลหม่าน ค.ศ. 1864-1953 : การรุกรานจากต่างชาติ การตกเป็นอาณานิคม การแบ่งแยก และสงครามเกาหลี” โดย ผศ.ดร.วิเชียร อินทะสี สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ ระวัติศาสตร์เกาหลี หรือกำลังเรียนในสาขาประวัติศาตร์ รัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยนเรศวร ขอแนะนำหนังสือใหม่ “เกาหลีในช่วงอลหม่าน ค.ศ. 1864-1953 : การรุกรานจากต่างชาติ การตกเป็นอาณานิคม การแบ่งแยก และสงครามเกาหลี” เป็นผลงานของเล่มล่าสุดของ ผศ. ดร.วิเชียร อินทะสี อาจาร์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคม มหาวิทยาลัยนเรศวร เนื้อหาภายในเล่ม ภายในเล่ม ประกอบด้วย 6 บทด้วยกัน ประกอบด้วย

สงครามเกาหลี ในช่วงอลหม่าน ค.ศ. 1864-1953

นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 อันเป็นช่วงหลังสงครามเย็นเป็นต้นมา อาจกล่าวได้ว่าความขัดแย้งบนคาบสมุทรเกาหลีมีจุดสนใจอยู่ที่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ แม้มีการจัดเจรจาทั้งแบบทวิภาคีและพหุภาคีในช่วง 30 ปี แต่กลับไม่บรรลุเป้าหมาย โดยเกาหลีเหนือได้ทดลองนิวเคลียร์มาแล้ว 6 ครั้ง ในช่วง ค.ศ. 2006-2017 สาเหตุสำคัญประการหนึ่งของปัญหาก็คือความขัดแย้งระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ ซึ่งมีมาตั้งแต่การแบ่งเกาหลีออกเป็น 2 ส่วนใน ค.ศ. 1945 ยังไม่ได้รับการแก้ไข ยิ่งไปกว่านั้นยังมีมหาอำนาจ ซึ่งให้การสนับสนุนเกาหลีแต่ละฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ความขัดแย้งนี้ต่อมาได้ปะทุขึ้นเป็นสงครามเกาหลี ระหว่าง ค.ศ. 1950-1953 แต่สงครามยุติลงด้วยการลงนามในความตกลงสงบศึก จึงยังไม่มีการทำสนธิสัญญาสันติภาพเพื่อยุติสงครามอย่างเป็นทางการ เมื่อคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายในสงครามต่างพยายามรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของฝ่ายตน จึงทำให้เป้าหมายการรวมเกาหลีกลายเป็นสิ่งสำคัญรอง ด้วยเหตุนี้ โครงสร้างความขัดแย้งบนคาบสมุทรเกาหลีจึงยังดำรงอยู่ แม้การแข่งขันด้านอุดมการณ์ระหว่างมหาอำนาจได้ยุติลงแล้วก็ตาม

จากสภาพดังกล่าว ผู้เขียนได้เห็นความสำคัญของการศึกษาค้นคว้าเหตุการณ์อันถือเป็นช่วงอลหม่านของเกาหลี ระหว่าง ค.ศ. 1864-1953 ซึ่งเป็นช่วงตอนปลายราชวงศ์โชซอน (Choson Dynasty) ที่เกาหลีต้องเผชิญภัยคุกคามจากภายในและภายนอก ทั้งการแย่งชิงอำนาจภายในราชสำนักโชซอน และการคุกคามจากชาติตะวันตกและอาณาจักรเพื่อนบ้าน ในที่สุดเกาหลีได้ตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น ระหว่าง ค.ศ. 1910-1945 การแบ่งแยกออกเป็น 2 ส่วน และการเกิดสงครามเกาหลี ทั้งนี้เพราะเห็นว่าการศึกษาค้นคว้าดังกล่าวย่อมมีคุณูปการในการวิเคราะห์และการทำความเข้าใจเหตุการณ์ในช่วงระยะเวลาถัดมา ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายของหนังสือเรื่อง “เกาหลีในช่วงอลหม่าน ค.ศ. 1864-1953 : การรุกรานจากต่างชาติ การตกเป็นอาณานิคม การแบ่งแยก และสงครามเกาหลี” ที่ผู้เขียนได้เขียนขึ้น ก็เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษาค้นคว้าของนิสิตนักศึกษา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเกาหลี ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเกาหลี ประวัติศาสตร์เกาหลี และการเมืองระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออก รวมทั้งนิสิตที่ศึกษาในวิชาเอเชียตะวันออกร่วมสมัย ซึ่งเป็นวิชาในหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งผู้เขียนเป็นผู้รับผิดชอบในขณะเดียวกัน ย่อมเป็นประโยชน์ต่อครูอาจารย์ นักวิชาการ และบุคคลทั่วไป ใช้ในการศึกษาค้นคว้าและการอ้างอิง

สงครามเกาหลี

บทที่ 1 บทนำ

ในช่วงที่ญี่ปุ่นใกล้ยอมจำนนในสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตได้ตกลงกันในการแบ่งเกาหลีออกเป็น 2 ส่วน เพื่อการปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในดินแดนเกาหลี และเมื่อญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1945สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตได้ส่งทหารเข้าไปปฏิบัติภารกิจดังกล่าว โดยถือเอาเส้นขนานที่ 38 เป็นเส้นแบ่งภารกิจ แต่เนื่องจากการมุ่งขยายอิทธิพลของมหาอำนาจทั้งสอง ในยุคที่การเมืองโลกเข้าสู่ยุคสงครามเย็น จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกาหลีต้องถูกแบ่งแยกอย่างถาวร เมื่อเกาหลีส่วนใต้ซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของสหรัฐอเมริกา ในการปลดอาวุธทหารญี่ปุ่น ได้สถาปนาสาธารณรัฐเกาหลี (Republic ofKorea-ROK) หรือเกาหลีใต้ขึ้นใน ค.ศ. 1948 และเกาหลีส่วนเหนือซึ่งสหภาพโซเวียตเป็นผู้รับผิดชอบ ในการปลดอาวุธทหารญี่ปุ่น ก็ได้ประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (Democratic’s People Republic of Korea-DPRK) หรือเกาหลีเหนือขึ้นในปีเดียวกัน ความแตกต่างด้านอุดมการณ์ทางการเมือง ระบบเศรษฐกิจ และสังคมกอปรกับการแข่งขันขยายอำนาจระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต ได้เป็นปัจจัยผลักดันให้ความขัดแย้งระหว่างเกาหลีทั้งสองมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ดังการเกิดสงครามเกาหลี (Korean War) ระหว่าง ค.ศ. 1950-1953 ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงการสู้รบระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้เท่านั้น แต่ยังมีมหาอำนาจและประเทศอื่น ๆ ที่สนับสนุนเกาหลีแต่ละฝ่ายส่งทหารเข้าร่วมรบด้วย

สงครามเกาหลี

บทที่ 2 เกาหลีกับการรุกรานจากต่างชาติ ช่วง ค.ศ. 1864-1910

การตั้งถิ่นฐานของชนเผ่าเกาหลีโบราณถือว่าเริ่มต้นในยุคการใช้เครื่องมือสัมฤทธิ์เมื่อประมาณ 400 ปีก่อนคริสตกาล โดยมีลักษณะเป็นชุมชนขนาดเล็กและต่อมาพัฒนาขึ้นเป็นอาณาจักรซึ่งมีกำแพงล้อมรอบ ซึ่งก็คือ อาณาจักรโชซอนโบราณ(Ancient Choson) หรือโคโชซอน (Kochoson) มีพื้นที่อยู่ระหว่างแม่น้ำเหลียว(Liao River) ทางตอนใต้ของแมนจูเรีย (Manchuria) กับแม่น้ำแทดง (Taedong River)ทางตอนกลางของเกาหลีเหนือในปัจจุบัน ตามตำนานระบุว่า ทันกุน (Tangun)ซึ่งเป็นคนเผ่าบูชาหมี เป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรและถือเป็นบรรพบุรุษของคนเกาหลี (Han, 1970, p. 12) อาณาจักรโชซอนโบราณมีอำนาจอยู่ระหว่าง 400-300 ปีก่อนคริสตกาล ก่อนการถูกรุกรานโดยอาณาจักรเยน (Yen) ซึ่งเป็นอาณาจักรของชนเชื้อชาติจีน ที่ครอบครองพื้นที่ทางตะวันตกของแม่นำเหลียว ถัดจากนั้นมาขุนนางไพร่พล และประชาชนของโคโชซอนได้ก่อตั้งอาณาจักรวีมันโชซอน (Wiman Choson)ขึ้นในบริเวณเดียวกัน แต่ถูกพวกจีนฮั่น (Han China) รุกรานและตีแตกในราว 108 ปีก่อนคริสตกาล พร้อมจัดตั้งเขตการปกครองขึ้น โดยมีอาณาบริเวณอยู่ทางตอนเหนือของคาบสมุทรเกาหลี ภายหลัง ค.ศ. 313 จีนฮั่นเสื่อมอำนาจลง ทำให้ดินแดนตกอยู่ภายใต้การยึดครองของอาณาจักรโคกูรยอ (Koguryo) สำหรับพื้นที่ทางส่วนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี เป็นที่ตั้งอาณาจักรของพวกจิน (Chinguk) แต่เมื่อเกิดการอพยพของผู้คนจากอาณาจักรโชซอนโบราณ ดินแดนเหล่านี้มีการจัดระเบียบทางการเมืองและสังคม ดังที่รู้จักกันในชื่ออาณาจักร 3 ฮัน (Sam Han or Three Hans) แต่เมื่อถึง ค.ศ. 369 อาณาจักร 3 ฮันก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรแพ็กเจ (Paekche)

บทที่ 3 เกาหลีสมัยเป็นอาณานิคมญี่ปุ่น

การดำเนินการของญี่ปุ่นสมัยยึดครองเกาหลีเป็นอาณานิค เมื่อญี่ปุ่นผนวกเกาหลีเข้าเป็นส่วนหนึ่งแล้ว ก็ได้ดำเนินมาตรการหลายอย่างเพื่อเป็นหลักประกันว่า ญี่ปุ่นสามารถปกครองดินแดนเกาหลีได้อย่างราบรื่น และในขณะเดียวกัน เกาหลีสามารถเป็นแหล่งสนับสนุนด้านทรัพยากรและกำลังคน ในการพัฒนาเศรษฐกิจและการขยายอำนาจทางการเมืองและการทหารของญี่ปุ่นในช่วงระยะเวลาถัดไป สำหรับนโยบายและมาตรการที่ญี่ปุ่นได้นำมาใช้ ในช่วงปกครองเกาหลีเป็นอาณานิคมระหว่าง ค.ศ. 1910-1945

บทที่ 4 การแบ่งแยกเกาหลี และการสถาปนาเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้

การแบ่งแยกเกาหลี ความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 และการสิ้นสุดการยึดครองเกาหลีของญี่ปุ่น เนื้อหาในส่วนนี้ขอกล่าวถึงสาระสำคัญโดยสรุปเกี่ยวกับการขยายอิทธิพลของญี่ปุ่นในจีน การเข้าสู่สงครามแปซิฟิก (Pacific War) และสงครามโลกครั้งที่ 2เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการยึดครองเกาหลี และความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เกาหลีหลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคม ดังที่กล่าวมาแล้วว่า เป้าหมายที่ญี่ปุ่นยึดครองเกาหลีเป็นอาณานิคมก็เพื่อประโยชน์ในการเป็นแหล่งอาหาร วัตถุดิบ ตลาดสินค้า และด้านความมั่นคงและเมื่อญี่ปุ่นขยายอิทธิพลเข้าสู่จีน ก็ได้ใช้ประโยชน์จากเกาหลีเป็นฐานสนับสนุนภารกิจดังกล่าว

สงครามเกาหลี

เมื่อพิจารณานับตั้งแต่เหตุการณ์ยึดครองแมนจูเรีย ญี่ปุ่นได้แสดงท่าทีหรือนโยบายของตน ในส่วนที่เกี่ยวกับเอเชียตะวันออกและจีน ดังปรากฏในคำแถลงของอะมาอุ เอจิ (Amau Eiji) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนเมษายนค.ศ. 1934 ที่ระบุถึงความรับผิดชอบพิเศษของญี่ปุ่นต่อเอชียตะวันออก การเรียกร้องไมใ่ หม้ หาอำ นาจตะวันตกเขา้ ไปแทรกแซงในจนี และการไมเ่ หน็ ดว้ ยกบั ความรว่ มมอื ใด ๆของมหาอำนาจต่างชาติ ที่เป็นการขัดต่อสันติภาพและระเบียบในเอเชียตะวันออกเนื่องด้วยอยู่ในฐานะพิเศษสำหรับความสัมพันธ์กับจีน ญี่ปุ่นจำเป็นต้องดำเนินภารกิจให้บรรลุผลตามความรับผิดชอบพิเศษดังกล่าว ซึ่งท่าที่ของญี่ปุ่นเช่นนี้ได้ถูกเรียกขานว่าเป็นหลักการมอนโรแห่งเอเชีย (Asian Monroe Doctrine) ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของญี่ปุ่นในการก่อตั้งกลุ่มขึ้นในภูมิภาค หรือแนวร่วมแห่งเอเชีย (Pan-Asian Bloc)โดยญี่ปุ่นอยู่ในฐานะผู้นำและแสดงท่าทีต่อต้านตะวันตก (Saaler, 2013, p. 7)

สงครามเกาหลี

บทที่ 5 สงครามเกาหลี

ภายหลังจากญี่ป่นุ ยุติการยึดครองเกาหลี เนื่องจากความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 การแข่งขันเพื่ออำนาจระหว่างกลุ่มการเมืองในเกาหลี และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจในการขยายอิทธิพลและแสวงหาผลประโยชน์ ได้ทำให้เกาหลีต้องแบ่งเป็นเกาหลีส่วนเหนือและเกาหลีส่วนใต้ และในเวลาต่อมาเกาหลีทั้ง 2 ส่วน ได้สถาปนาระบอบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของตนขึ้น สอดคล้องตามอุดมการณ์และแนวทางของมหาอำนาจที่ให้การหนุนหลัง แต่เนื่องจากรัฐบาลในเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ต่างก็อ้างว่า ฝ่ายตนเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรมของประชาชนเกาหลี กอปรกับความขัดแย้งระหว่างสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกา ความขัดแย้งระหว่างเกาหลีทั้งสองจึงปะทุขึ้นเป็นสงครามระหว่างกันในช่วง ค.ศ. 1950-1953

สงครามเกาหลี

งครามเกาหลี (Korean War) เกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงราว5 ปี อันเป็นช่วงการเมืองโลกอยู่ในยุคสงครามเย็น โดยเป็นการแข่งขันขยายอำนาจระหว่างค่ายคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีสหภาพโซเวียตเป็นแกนนำ กับค่ายเสรีซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกาสงครามเกาหลีจึงเปรียบได้กับสงครามตัวแทน (proxy war) โดยเกาหลีเหนือเป็นตัวแทนของสหภาพโซเวียตและจีน และเกาหลีใต้เป็นตัวแทนของสหรัฐอเมริกา ดังนั้น ในระหว่างสงครามเกาหลี สหภาพโซเวียตและจีนจึงแสดงบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือเกาหลีเหนือ ส่วนสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเกาหลีใต้ ลักษณะเช่นนี้ถือเป็นเหตุผลประการสำคัญว่า ทำไมสงครามเกาหลีจึงไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นฝ่ายชนะในสงคราม และทำไมคู่กรณีในสงครามเกาหลี จึงยังไม่สามารถบรรลุความตกลงในการทำสนธิสัญญาสันติภาพ เพื่อยุติสงครามอย่างเป็นทางการ

สงครามเกาหลี

แม้สงครามเกาหลีเกิดขึ้นมากว่า 60 ปี แต่ก็ยังมีประเด็นที่นักวิชาการหรือผู้ศึกษาเกี่ยวกับความขัดแย้งนี้มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน โดยแต่ละฝ่ายได้นำเสนอมุมมองและหลักฐานมาสนับสนุน ดังประเด็นที่ว่าเกาหลีเหนือหรือเกาหลีใต้เป็นฝ่ายเปิดฉากสงคราม ถ้ากองทัพเกาหลีเหนือเป็นฝ่ายเริ่มการโจมตีก่อน ผู้นำเกาหลีเหนือได้รับความสนับสนุนจากผู้นำสหภาพโซเวียตหรือไม่ หรือเป็นผู้ตัดสินใจเอง นอกจากนั้น สงครามเกาหลีเป็นเพียงสงครามกลางเมือง (civil war) ซึ่งเป็นการสู้รบกันระหว่างประชาชนเกาหลีด้วยกันเอง หรือเป็นสงครามที่มีประเทศต่าง ๆ เข้าช่วยเหลือฝ่ายที่มีอุดมการณ์เดียวกัน (Boose & Matray, 2014, pp. 1-5) ซึ่งในบทนี้ ผู้เขียนขอนำเสนอประเด็นดังกล่าว พร้อมกับมุมมองที่แตกต่างกันของนักวิชาการและผู้ที่ได้ศึกษาไว้

บทที่ 6 บทสรุป

ก่อนการก่อตั้งอาณาจักรโครยอ (Koryo) ใน ค.ศ. 935 ดินแดนบนคาบสมุทรเกาหลีประกอบด้วยอาณาจักรต่าง ๆ ดังในสมัย 3 อาณาจักรที่ประกอบด้วยโคกูรยอ(Koguryo) ชิลลา (Silla) และแพ็กเจ (Paekche) ต่อมาเมื่อเข้าสู่สมัยอาณาจักรโครยอต้องถือว่าดินแดนบนคาบสมุทรเกาหลีได้เข้ามาอยู่ภายใต้กษัตริย์องค์เดียว โครงสร้างทางการเมืองการปกครองเริ่มมีความซับซ้อน ขุนนางในราชสำนักและหัวเมืองถือเป็นกลุ่มที่มีอำนาจ และสามารถท้าทายอำนาจของกษัตริย์ กษัตริย์จึงต้องใช้วิธีการต่าง ๆ ในการลดอำนาจของขุนนาง ส่วนฝ่ายขุนนางพยายามสร้างอิทธิพลต่อกษัตริย์ ดังการให้บุตรสาวอภิเษกสมรสกับกษัตริย์ ต่อมาในปลายทศวรรษที่ 1380 อาณาจักรโครยอเริ่มเสื่อมอำนาจลง เมื่อผู้นำฝ่ายทหารยึดอำนาจจากกษัตริย์ และได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ใน ค.ศ. 1392 และก่อตั้งราชวงศ์โชซอน (Choson Dynasty)

สมัยราชวงศ์โชซอน การถ่วงดุลอำนาจกับขุนนางถือเป็นสิ่งที่กษัตริย์ต้องให้ความสำคัญ เพราะในบางรัชกาลการเมืองภายในราชสำนักมีขุนนางฝ่ายญาติมเหสีเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการแต่งตั้งขุนนางดำรงตำแหน่งสำคัญ ฉะนั้น ขุนนางตระกูลใดที่มีอำนาจจึงต้องสร้างฐานอำนาจไว้ให้มั่นคง ถ้ากษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นปกครองและมีมเหสีมาจากตระกูลอื่น การเปลี่ยนแปลงอำนาจย่อมเกิดขึ้น นอกจากนั้น ความมั่งคั่งจากการถือครองที่ดินและกำลังคนก็ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการเพิ่มอำนาจให้แก่ขุนนางในช่วงปลายสมัยโชซอน การเมืองภายในราชสำนักนับว่าสร้างความสั่นคลอนให้แก่อาณาจักร โดยเฉพาะความขัดแย้งในรัชกาลพระเจ้าโคจง (Kojong) อันเป็นโอกาสให้ต่างชาติเข้าแทรกแซง ทั้งที่ช่วงดังกล่าวเกาหลีต้องเผชิญภัยคุกคามจากชาติตะวันตกและอาณาจักรเพื่อนบ้าน อันเป็นภัยคุกคามที่เกาหลีต้องดำเนินวิเทโศบายในการจัดการ

เอกสารอิงอิง

Boose, D. W., Jr., & Matray, J. I. (2014). Introduction. In D. W., Jr. Boose &J. I. Matray (Eds.), The Ashgate research companion to theKorean War (pp. 1-5). Surrey, England: Ashgate Publishing Limited.

Han, W. K. (1970). The history of Korea (K. S. Lee, Trans.). Seoul, South Korea: The Eul-Yoo Publishing Company.

Saaler, S. (2013). Amau doctrine. In L. G. Perez (Ed.), Japan at war:An encyclopedia (pp. 7-8). Santa Barbara, CA: ABC-CLIO, LLC.

กลับไป
Messenger
อีเมล
LINE