ยาสมุนไพร การวิจัย และพัฒนา

ยาสมุนไพร การวิจัย และพัฒนา สมุนไพรมีบทบาทสำคัญต่อการบำบัดและรักษาโรคในมนุษย์มาช้านาน ตลอดจนส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับโรคและความเจ็บป่วยต่าง ๆ ได้ สมุนไพรที่นำมาใช้อาจเป็นรูปแบบสมุนไพรเดี่ยว ๆ หรือตำรับสมุนไพร โดยมีทั้งการใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบันและใช้เสริมการรักษา ซึ่งการวิจัยและพัฒนายาสมุนไพรด้วยแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสมจะช่วยให้การใช้สมุนไพรเกิดประโยชน์สูงสุดหนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เรื่องการวิจัยและพัฒนายาสมุนไพร มุ่งเน้นการวิจัยฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันและฤทธิ์ต้านอักเสบของสมุนไพร โดยรวบรวมข้อมูลและประมวลความรู้จากหนังสือและตำราต่าง ๆ รวมทั้งเพิ่มเติมความรู้จากบทความและบทความวิจัยจากวารสารต่างประเทศเพื่อความทันสมัยตลอดจนผลงานวิจัยของผู้เขียนไว้ด้วย

วิจัยสมุนไพรไทย

การแพทย์แผนโบราณ (traditional medicines) เป็นรูปแบบการดูแลสุขภาพที่เก่าแก่ของมนุษย์ในการป้องกันและรักษาความเจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ ในอดีตแต่ละสังคมมีความแตกต่างกันและมีรูปแบบของสังคมที่หลากหลาย ทำให้เกิดพัฒนาการทางการรักษาเพื่อต่อสู้กับโรคที่คุกคามสุขภาพและชีวิตในรูปแบบที่มีความหลากหลายไปด้วย1,2 การแพทย์แผนโบราณตามหลักขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization; WHO) จะเกี่ยวข้องกับแนวปฏิบัติ แนวทาง ความรู้ และความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพ ที่ผสมผสานกับการใช้ยาที่ได้มาจากพืช สัตว์ และแร่ธาตุ การรักษาเชิงจิตวิญญาณ เทคนิคทางหัตถการ และการออกกำลังกายโดยอาจใช้ในรูปแบบเดียว หรือประยุกต์ใช้ทั้งหลายรูปแบบร่วมกัน เพื่อรักษา วินิจฉัย และป้องกันความเจ็บป่วย หรือเพื่อคงไว้ซึ่งสุขภาพที่ดี ในกรณีที่ใช้พืชเป็นวัตถุดิบในการรักษาร่วมด้วยจะเรียกว่าการแพทย์สมุนไพรแผนโบราณ (traditional herbal medicine)

วิจัยสมุนไพรไทย

ในปัจจุบันการประยุกต์ใช้การแพทย์แผนโบราณ เช่น การใช้สมุนไพรเพื่อป้องกันและรักษาโรคกำลังเติบโตเพิ่มขึ้นทั่วโลกด้วยหลายเหตุผล ส่วนหนึ่งเกิดจากสาเหตุที่ยาแผนปัจจุบันอาจมีผลข้างเคียงจากการใช้ยาและไม่มีประสิทธิภาพในการรักษาเพียงพอ โดยมีข้อมูลจาก WHO ระบุว่าประชากรมากถึง 80% ในแอฟริกาใช้ยาแผนโบราณสำหรับการรักษาในระดับปฐมภูมิ, ในประเทศจีนมีการใช้ตำรับยาสมุนไพรราว 30-50%ของยาที่มีการบริโภคทั้งหมด, ในยุโรป อเมริกาเหนือ และประเทศอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากกว่า 50% ของประชากรเคยใช้การรักษาแบบการแพทย์ผสมผสานหรือการแพทย์สนับสนุน หรือการแพทย์ทางเลือกอย่างน้อย 1 ครั้ง และ 90% ของประชากรในประเทศเยอรมันเคยรักษาด้วยวิธีธรรมชาติ ในปัจจุบันนี้ตลาดสมุนไพรระดับโลกยังคงมีมูลค่าสูงกว่า 60 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

วิจัยสมุนไพรไทย

เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้แบ่งเป็นสองตอน ตอนที่ 1 (บทที่ 1-9) กล่าวถึงการวิจัยและพัฒนายาสมุนไพรโดยทั่วไป และตอนที่ 2 (บทที่ 10-14) กล่าวถึงการวิจัยและพัฒนายาสมุนไพรที่มุ่งเน้นสมุนไพรกระตุ้นภูมิคุ้มกันและต้านอักเสบ โดยนำความรู้ที่นักวิจัยควรทราบและทำความเข้าใจก่อนทำการวิจัยและพัฒนายาสมุนไพรมาร้อยเรียง อาทิ แนวทางการใช้สมุนไพรในพยาธิวิทยาต่าง ๆ การคัดกรองสารออกฤทธิ์ชีวภาพในสมุนไพรและการออกแบบการวิจัยสมุนไพรในสัตว์ทดลอง สู่การวิจัยเพื่อทดสอบและประเมินฤทธิ์ชีวภาพ การตั้งตำรับสมุนไพร การใช้เทคโนโลยีและระบบนำส่งยาสมุนไพร การพัฒนายาและการศึกษาระดับพรีคลินิกและคลินิกและงานวิจัยของผู้เขียนและคณะวิจัย ที่ได้ร่วมกันศึกษาวิจัยฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันและต้านอักเสบของสมุนไพรไว้หลายเรื่อง รวมทั้งได้นำเสนอประสบการณ์การวิจัยที่เกี่ยวข้องไว้ด้วย

วิจัยสมุนไพรไทย

บทที่ 1 ระบบการแพทย์แผนโบราณและแนวทางการวิจัยยาแผนโบราณ

การแพทย์แผนโบราณ (traditional medicines) เป็นรูปแบบการดูแลสุขภาพที่เก่าแก่ของมนุษย์ ในการป้องกันและรักษาความเจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ ในอดีตแต่ละสังคมมีความแตกต่างกัน และมีรูปแบบของสังคมที่หลากหลาย ทำให้เกิดพัฒนาการทางการรักษาเพื่อต่อสู้กับโรคที่คุกคามสุขภาพและชีวิต ในรูปแบบที่มีความหลากหลายไปด้วย1,2 การแพทย์แผนโบราณตามหลักขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization; WHO) จะเกี่ยวข้องกับแนวปฏิบัติ แนวทาง ความรู ้ และความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพ ที่ผสมผสาน กับการใช้ยาที่ได้มาจากพืช สัตว์และแร่ธาตุการรักษาเชิงจิตวิญญาณ เทคนิคทางหัตถการและการออกกำลังกาย โดยอาจใช้ในรูปแบบเดียว หรือประยุกต์ใช้ทั้งหลายรูปแบบร่วมกัน เพื่อรักษา วินิจฉัย และป้องกันความเจ็บป่วย หรือเพื่อคงไว้ซึ่งสุขภาพที่ดี ในกรณีที่ใช้พืชเป็นวัตถุดิบในการรักษาร่วมด้วยจะเรียกว่าการแพทย์สมุนไพร แผนโบราณ (traditional herbal medicine)1,3

บทที่ 2 แนวทางการใช้สมุนไพรในสภาวะทางพยาธิวิทยาต่างๆ

สมุนไพรได้รับการนำมาใช้ประโยชน์ทางยามาแต่โบราณ และในปัจจุบันยังมีการใช้อยู่ทั้งในรูปแบบ สมุนไพรเดี่ยวและสมุนไพรตำรับ หลายตำรับสามารถใช้ในการรักษาร่วมกับยาแผนปัจจุบันได้โดยมีการปรับขนาด การใช้ยาให้เหมาะสม ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์และผลการศึกษาทางเภสัชวิทยาประกอบกัน มีแนวโน้มว่าการ ใช้สมุนไพรจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นในอนาคตทั้งเพื่อวัตถุประสงค์ในการบำบัดบรรเทาหรือรักษาโรค และส่งเสริมสุขภาพ ให้แข็งแรงสามารถต่อสู้กับโรคต่าง ๆ ได้ โดยแต่ละโรคหรืออาการจะมีความเหมาะสมสำหรับการใช้สมุนไพรที่ แตกต่างกัน ในบทความนี้จะได้กล่าวถึงแนวทางการใช้สมุนไพรและตัวอย่างการใช้สมุนไพรรักษาโรคต่างๆได้แก่ สมุนไพรสำหรับใช ้เฉพาะที่หรือใช ้ภายนอก สมุนไพรสำหรับโรคติดเชื้อ สมุนไพรสำหรับอาการอักเสบและ โรคภูมิต้านทานต่อตนเอง สมุนไพรสำหรับความเหนื่อยล้าและอาการอ่อนกำลัง และสมุนไพรสำหรับโรคมะเร็ง ตลอดจนการเปรียบเทียบข้อดี ข้อจำกัดและข้อควรระวังต่าง ๆ ในการใช้สมุนไพรเดี่ยวและสมุนไพรตำรับ และ ปัญหาหลักในการใช้ตำรับยาสมุนไพรที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการรักษา การปนเปื้อน ความเป็นพิษ อาการไม่พึงประสงค์ ตลอดจนกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ ที่ไม่เอื้อต่อการใช้สมุนไพรอย่างปลอดภัย

บทที่ 3 แนวทางการคัดกรองสารออกฤทธิ์ชีวภาพในสมุนไพร

สมุนไพรเป็นแหล่งทรัพยากรของสารจากธรรมชาติ จึงมีการวิจัยและรายงานการค้นพบสารใหม่จาก พืชที่มีฤทธิ์ชีวภาพที่น่าสนใจและเป็นประโยชน ์อย่างต่อเนื่อง กลยุทธ์หนึ่งที่สำคัญในการวิจัยยาใหม่คือ การคัดกรองหาสารสำคัญหรือสารบริสุทธิ์อย่างเป็นระบบ หรือการค้นหาสารสกัดจากพืชที่มีฤทธิ์ชีวภาพ เพื่อใช ้เป็นสารต้นแบบ (leads) ในการผลิตยา โดยการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างและการออกฤทธิ์ (structure-activity relationship; SAR) ของสารต้นแบบร่วมกับการสร้าง computer-graphic model ช่วยในการ วิจัย เพื่อให ้ได ้สารที่มีแนวโน ้มมีฤทธิ์ชีวภาพอย่างมีประสิทธิภาพและมีชีวปริมาณออกฤทธิ์หรือชีวประสิทธิผล (bioavailability) ที่เหมาะสม ตลอดจนมีดัชนีการรักษา (therapeutic index) ที่ยอมรับได้และมีผลข้างเคียงน้อย4

บทที่ 4 การทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพของสมุนไพรด้วยเอนไซม์และรีเซพเตอร

มีวิธีการทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพมากมายที่ใช้ในการคัดกรองเพื่อค้นหายาใหม่หรือเพื่อศึกษากลไก ของยาสมุนไพร การทดสอบทางชีวภาพสามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภทตามวัตถุประสงค์ของการทดลอง เช่น การจับกับเอนไซม์หรือรีเซพเตอร์และการแสดงออกของยีน หรือแบ่งตามการออกฤทธิ์เช่น ฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน ฤทธิ์ต้านอักเสบ ฤทธิ์ต้านการรวมกลุ่มของเกร็ดเลือด ฤทธิ์ต้านมะเร็ง ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย ฤทธิ์ต้านไวรัส และฤทธิ์ต้านเชื้อรา เป้าหมายของการคัดกรองได้ขยายวงกว ้างจากพืชไปสู ่สิ่งมีชีวิตในทะเลและจุลินทรีย ์ จากเดิมที่ใช ้การทดสอบทั่วไปในการคัดกรองสารตัวอย่างอย่างกว้าง ๆ เพื่อค้นหายาใหม่ซึ่งดำเนินการมานาน หลายสิบปีทั่วโลก ต่อมาจึงได้มีการปรับเปลี่ยนไปใช้วิธีการใหม่ ๆ ที่สามารถทดสอบกับตัวอย่างจำนวนมาก (high-throughput) และใช้ต้นทุนตำ่เป็นเป้าหมายใหม่ที่ใช้ในการทดสอบคัดกรอง ทำให้ต่อมาจึงมีวิธีการทดสอบ ใหม่ ๆ เกิดขึ้นเรื่อยมา5

บทที่ 5 แนวทางและการออกแบบการวิจัยสมุนไพรในสัตว์ทดลอง

ก่อนที่จะกล่าวถึงแนวทางและการออกแบบการวิจัยสมุนไพรในสัตว ์ทดลอง จะกล่าวถึงนิยามศัพท์ที่ เกี่ยวข้องดังนี้ ตามนิยามศัพท์ในพจนานุกรมทางการแพทย์ของ Dorland สำหรับผู้บริโภค (Dorland’s Medical Dictionary for Health Consumers) ระบุว่า “Pharmacology” (เภสัชวิทยา) เป็นวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ แหล่งที่มา ธรรมชาติ เคมี ผลที่เกิดขึ้น และการใช้ยา และ “Pharmacognosy” (เภสัชเวท) เป็นการศึกษายาที่มา จากแหล่งธรรมชาติ ส่วนสมาคมเภสัชเวทแห่งอเมริกา(TheSocietyofPharmacognosy)ให้นิยาม “Pharmacognosy” ว่าเป็นการศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพ เคมี ชีวเคมีและชีวภาพของยา สารที่ใช้เป็นยา หรือสารที่มีแนวโน้ม เป็นยา หรือสารที่ใช้เป็นยาที่มาจากแหล่งธรรมชาติ เช่นเดียวกับการค้นคว้ายาใหม่จากแหล่งธรรมชาติ, “Pharmacodynamics”(เภสัชพลศาสตร์) เป็นการศึกษาผลทางชีวเคมีและสรีรวิทยาของยาและกลไกการออกฤทธิ์ ของยา รวมทั้งความสัมพันธ ์ระหว่างโครงสร้างเคมีและการออกฤทธิ์, “Pharmacokinetics” (เภสัชจลนศาสตร ์) เป็นการศึกษาว่าร่างกายมีผลอย่างไรต่อยา อาหาร หรือสารแปลกปลอมตั้งแต่รับเข้าสู่ร่างกายจนกระทั่งถูกกำจัด ออกจากร่างกาย, “Pharmacotherapeutics” (เภสัชบำบัด) เป็นการศึกษาข้อบ่งใช้ทางการรักษาและผลของยา และ “Toxicology” (พิษวิทยา) เป็นการศึกษาผลของสารทดสอบที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสภาพ แวดล้อม อาการพิษ กลไกการเกิดพิษ วิธีการรักษาตลอดจนการศึกษาสารต้านพิษ (antidotes) และการตรวจ สอบพิษ ซึ่งในบทนี้จะกล่าวถึงเภสัชพลศาสตร์ในสัตว์ทดลอง(in vivo)ของยาสมุนไพรเป็นหลัก ไม่ครอบคลุมการ ศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ของยาสมุนไพร

ยาสมุนไพร

บทที่ 6 แนวทางการวิจัยเพื่อการตั้งตำรับสมุนไพร

ในปัจจุบันตลาดผลิตภัณฑ์ธรรมชาติได ้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการผลิตตำรับยาสมุนไพรออกมา จำหน่ายเพื่อใช้ในการป้องกัน บำบัด และบรรเทาโรคอย่างกว้างขวาง ซึ่งความคงตัวของสมุนไพรเป็นประเด็นหนึ่ง ที่มีความสำคัญทั้งในทางพฤกษเคมี (phytochemistry)และการผลิตผลิตภัณฑ์ ตำรับยาสมุนไพรส่วนใหญ่ประกอบ ด้วยสมุนไพรหลายชนิดรวมกัน จึงมีความเป็นไปได้มากที่สารพฤกษเคมีหลากหลายชนิดที่อยู่รวมกันนั้นจะมี ปฏิกิริยาต่อกัน และส่งผลถึงความคงตัวของตำรับยาสมุนไพรได้ ทั้งนี้ระหว่างกระบวนการผลิตหรือการสกัด เพื่อเตรียมตำรับยาสมุนไพร โมเลกุลยาหรือสารสำคัญอาจเกิดปฏิกิริยาเคมี เช่น ออกซิเดชัน ไฮโดรไลซีส มีการ เจริญของจุลชีพ หรือเกิดการเสื่อมสลายจากสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาด้านความคงตัวของผลิตภัณฑ์ เช่นกัน นอกจากนี้ระหว่างการเก็บรักษา ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร (herbal drug preparation; HDP) ที่เตรียมได้ยังมี แนวโน้มที่จะเสื่อมสลายต่อไปอีก จนอาจทำให้สูญเสียสารสำคัญ หรือสารสำคัญอาจเปลี่ยนเป็นสารที่ไม่มีฤทธิ์ หรือแม้กระทั่งสารที่เป็นพิษได้ ดังนั้นในการตั้งตำรับยาสมุนไพรจึงควรทำความเข้าใจถึงสาเหตุของปัญหาที่ เกี่ยวข้องกับความคงตัวของผลิตภัณฑ์และการป้องกัน เพื่อใช้เป็นแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงตำรับยาสมุนไพร ให้คงตัวและมีประสิทธิภาพในการป้องกัน บำบัด และบรรเทาโรคตามต้องการ และต้องทำการควบคุมคุณภาพ ของผลิตภัณฑ์ที่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์ซึ่งบ่งชี้คุณภาพของผลิตภัณฑ์ ประสิทธิภาพ การออกฤทธิ์และอายุการเก็บ (shelf-life) ของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ได้ ในกรณีของผลิตภัณฑ ์ยาสมุนไพรที่มีส่วน ประกอบที่ทราบฤทธิ์การรักษา หากไม่กำหนดเป็นอย่างอื่นจะกำหนดค่าความแปรปรวนของปริมาณสารสำคัญ ระหว่างอายุการเก็บไม่ควรเกิน ±5% ของค่าเริ่มต้น6

บทที่ 7 เทคโนโลยีและระบบการนำส่งยาสมุนไพร

มนุษย์ใช้ประโยชน์จากสมุนไพรมาตั้งแต่อดีตและใช้อย่างต่อเนื่องยาวนาน จนกระทั่งในปัจจุบันสมุนไพร ก็ยังได้รับความสนใจในการนำมาใช้ประโยชน์ด้านสุขภาพและมีแนวโน้มการใช้มากขึ้นเป็นลำดับ แต่เป็นที่น่า เสียดายว่าการใช้ประโยชน์จากตำรับยาสมุนไพรเพื่อการดูแลสุขภาพและการรักษาโรคและอาการต่างๆ ยังมีข้อ จำกัดหลายประการ เช่น รูปแบบตำรับที่ไม่หลากหลายจึงยังไม่เหมาะกับผู้ใช้บางกลุ่ม ไม่มีแบบแผนขนาดใช้ยา ที่ชัดเจน ควบคุมความสม่ำเสมอของปริมาณสารสำคัญได้ยาก และตำรับมักไม่คงตัวทั้งทางกายภาพ เคมี และจุลชีววิทยา อย่างไรก็ตามในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ได้มีการพัฒนารูปแบบยาเตรียมที่มีความหลากหลาย มากขึ้น และการนำส่งยาเข้าสู่ร่างกายมีความก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ เครื่องมือที่ใช้ในการเตรียมระบบนำส่งยามากขึ้น และมีการศึกษาวิจัยระบบนำส่งยาอย่างกว้างขวาง พร้อมกันนี้ ได้มีการประยุกต ์ใช ้เทคโนโลยีการนำส่งยาสมัยใหม่เพื่อนำส่งยาสมุนไพร มีการเตรียมตำรับสมุนไพรใน รูปแบบใหม่ ๆ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับและเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยาสมุนไพรของผู้ป่วยมากขึ้น และหวังผลใน การช่วยเพิ่มชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสมุนไพรเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลการรักษาช่วยลดความ เป็นพิษและผลข้างเคียง เพิ่มความคงตัวและป้องกันการเสื่อมสลายทางกายภาพและเคมี ทั้งนี้เพื่อให ้การใช้ สมุนไพรเพื่อการรักษาโรคและการดูแลสุขภาพเกิดประโยชน์สูงสุด

บทที่ 8 แนวทางการวิจัยสมุนไพรในระดับพรีคลินิก

ในกระบวนการค้นหายาใหม่ เมื่อทำการสังเคราะห์หรือแยกสกัดสารสำคัญจากสมุนไพรและทำให้ บริสุทธิ์แล้ว จะได้สารต้นแบบ (lead compounds) ที่จะเข้าสู่กระบวนการพัฒนาเพื่อให้ได้สารที่มีคุณสมบัติ เหมาะสมตามที่กำหนดไว้ กระบวนการพัฒนาประกอบด้วยการศึกษาทางเภสัชวิทยา (pharmacological study), ความเป็นพิษ (toxicity), การก่อมะเร็ง (carcinogenicity), การก่อการกลายพันธุ์ (mutagenicity) และผลต่อการ พัฒนาระบบสืบพันธุ ์ (reproductive development) ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากสำหรับการพิจารณา ประสิทธิภาพของสารต้นแบบว่าจะมีแนวโน้มเป็นสารออกฤทธิ์ที่ควรพัฒนาต่อหรือไม่และแสดงถึงความปลอดภัย ในเบื้องต้นของสารต้นแบบ ซึ่งการพัฒนายาใหม่รวมทั้งยาจากสมุนไพรก็มีกระบวนการพัฒนาในทำนองเดียวกัน

บทที่ 9 แนวทางการวิจัยสมุนไพรในระดับคลินิก

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization; WHO) ได้ให้นิยามยาสมุนไพรว่าเป็นผลิตภัณฑ์ยา
ขั้นสำเร็จปิดฉลาก ที่ประกอบด้วยสารสำคัญของพืชส่วนเหนือดิน หรือใต้ดิน หรือส่วนอื่น ๆ ของพืช หรือส่วน
ผสมของส่วนต่างๆเหล่านี้ จากรายงานของ WHO พบว่าประมาณ 80% ของประชากรโลกใช้ยาแผนโบราณเพื่อ
การดูแลสุขภาพขั้นปฐมภูมิแม้แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว การแพทย์พื้นบ้านหรือการแพทย์ทางเลือกก็ได้รับความ
นิยมเช่นกัน และจากรายงานการสำรวจนโยบายระดับชาติด้านการแพทย์แผนโบราณและการควบคุมยาสมุนไพร
ชี้ให้เห็นว่าราว 50 ประเทศรวมทั้งจีน ญี่ปุ่น และเยอรมัน มีนโยบายระดับชาติและกฎหมายในการควบคุมดูแล
การแพทย์พื้นบ้านอยู่ด้วย7

ยาสมุนไพร

บทที่ 10 ระบบภูมิคุ้มกัน และเป้าหมายในการพัฒนายา กระตุ้นภูมิคุ้มกันและต้านอักเสบจากสมุนไพร

เป็นที่ทราบกันในปัจจุบันว่าการอักเสบของเนื้อเยื่อและอวัยวะส่วนต่างๆในร่างกายนั้นเป็นอาการที่มี ความสัมพันธ์กับโรคร้ายแรงหลายชนิด เช่น โรคมะเร็งโรคภูมิต้านทานต่อตนเองและโรคภูมิแพ้ ในภาวะที่เนื้อเยื่อ และอวัยวะในร่างกายเกิดการอักเสบซ้ำ ๆเป็นเวลานานจะมีผลรบกวนระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้เกิดภาวะ ภูมิต้านทานต่อตนเอง และกระตุ้นการตอบสนองโดยการอักเสบมากขึ้นไปอีก ประกอบกับการใช้ยาแผนปัจจุบัน ที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์ซึ่งแม้ว่าจะออกฤทธิ์โดยมีความจำเพาะและมีความเฉพาะที่แต่อาจพบผลข้างเคียงจาก การใช้ยาและความไม่เข้ากันกับร่างกายได้มากกว่าเมื่อเทียบกับการใช้ยาสมุนไพรซึ่งประกอบด้วยสารหลายชนิด ผสมกัน ซึ่งไม่ค่อยมีความจำเพาะต่อตำแหน่งออกฤทธิ์ส่วนใหญ่เข้ากับร่างกายได้ดี และมีผลข้างเคียงน้อยกว่า ยาที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์ ดังนั้นการใช้สมุนไพรจึงเป็นทางเลือกที่ดีในการป้องกันและรักษาโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในโรคที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันและการอักเสบ โดยอาจใช้เสริมการรักษาในแผนการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน หรือ ทดแทนการใช้ยาแผนปัจจุบันเพื่อลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากยาแผนปัจจุบันนั้น ทั้งนี้การวิจัยฤทธิ์กระตุ้น ภูมิคุ้มกันและต้านอักเสบของสมุนไพรจะเป็นเครื่องมือในการช่วยยืนยันฤทธิ์ของสมุนไพรและผลข้างเคียงที่อาจ เกิดขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อให ้การใช้สมุนไพรเกิดประโยชน์สูงสุดในการบำบัด รักษาโรคและปลอดภัย8-10

บทที่ 11 แหล่งที่มาของสารปรับภูมิคุ้มกัน

การเกิดโรคติดเชื้อต่าง ๆ และความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันซึ่งมีผลให้เกิดความผิดปกติและ โรคต่าง ๆ ทางภูมิคุ้มกัน เช่น ภูมิแพ้ หอบหืด ข้ออักเสบ และมะเร็ง ทำให้ร่างกายเกิดความเจ็บป่วยและอ่อนแอ การกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อช่วยปรับการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของร่างกายจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งในการช่วยควบคุมความผิดปกติและโรคเหล่านี้ และทำให้ร่างกายคืนสู่ภาวะสมดุลอีกครั้ง ระบบภูมิคุ้มกันเป็นระบบชีวภาพของร่างกายที่มีความซับซ้อนอย่างมาก การให้ภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย (immunization) มี 2 วิธี คือ 1) การกระตุ้นด้วยแอนติเจนทั้งจากธรรมชาติและจากสารอื่น เช่น วัคซีน เพื่อให้เกิด ภูมิคุ้มกัน (active immunity) ที่พร้อมรับมือกับแอนติเจนเดิมในครั้งต่อไปและ 2) การรับเข้าสู่ร่างกายโดยตรง (passive immunity) โดยการถ่ายโอนแอนติบอดีจากคนหรือสัตว์ที่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายอยู่ก่อนจากการสัมผัส หรือได้รับแอนติเจนนั้นมาก่อน9,11

บทที่ 12 การคัดกรองและตัวอย่างการทดสอบฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันและต้านอักเสบจากสมุนไพร

อาณาจักรพืชนั้นเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญของโมเลกุลสารออกฤทธิ์ใหม่ ๆ มากมายแม้ว่าทั่วโลก จะมีพืชมากถึงกว่า 500,000 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่มีการนำมาศึกษาทางเคมีมีเพียงส่วนน้อย และแฟรกชัน จากการสกัดพืชเหล่านี้ที่มีการนำมาคัดกรองฤทธิ์ทางชีวภาพยิ่งมีน้อยกว่า พืชหนึ่งชนิดอาจประกอบด้วย สารเมตาบอไลต์มากกว่าร้อยชนิด และมีความเป็นไปได้ว่าเครื่องมือหรือวิธีการวิเคราะห์อาจไม่สามารถวิเคราะห์ สารทั้งหมดได้ การค้นหายาใหม่จากพืชต้องอาศัยกระบวนการคัดกรองสารสกัดเพื่อหาสารใหม่และศึกษาฤทธิ์ ชีวภาพของสารนั้น ซึ่งวิธีการแยกสารสำคัญหรือแฟรกชันจากพืชที่มีประสิทธิภาพดีจะช่วยให้ได้สารที่มีฤทธิ์ชีวภาพ หรือสารต้นแบบ (leadcompounds) ตรงตามความต้องการได้และสารใหม่หรือสารที่คาดว่าจะมีฤทธิ์ชีวภาพเหล่า นี้จะถูกแยกสกัดออกมาเพื่อพิสูจน์โครงสร้างและทำการศึกษาฤทธิ์ชีวภาพและความเป็นพิษต่อไป ทั้งนี้การแยก สารบริสุทธิ์จากพืชเพื่อนำมาทดสอบหรือเป็นสารต้นแบบเป็นกระบวนการที่ใช้เวลามากทั้งขั้นตอนการแยกสาร และการพิสูจน์โครงสร้าง อาจใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรืออาจเป็นปี และต้องอาศัยความรู้ที่เกี่ยวข้องในหลายสาขา เช่น พฤกษศาสตร์ (botany), เภสัชเวท (pharmacognosy) และเคมี (chemistry) และเมื่อต้องการคัดกรอง สารสำคัญเพื่อทดสอบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ยังต้องใช้ความรู้ทางเภสัชวิทยา (pharmacology) และพิษวิทยา (toxicology) ด้วย

บทที่ 13 ตัวอย่างการวิจัยสมุนไพรที่มีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันและต้านอักเสบ

ในบทนี้ผู้เขียนได้นำผลงานวิจัยที่ผู้เขียนมีประสบการณ์ในการทำวิจัยโดยตรงมารวบรวมไว้ ประกอบ ด้วยงานวิจัยฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันและฤทธิ์ต้านอักเสบของสมุนไพรหลายชนิด ได้แก่งานวิจัยฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ของเนื้อไม้สันโศก เปลือกนมนาง พรมมิและผลสมอพิเภก รวมทั้งพิกัดตรีผลางานวิจัยเพื่อศึกษาความสอดคล้อง ของสรรพคุณการเป็นสมุนไพรอายุวัฒนะกับฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน และงานวิจัยฤทธิ์ต้านอักเสบของใบยอ และ หญ้าดอกขาว โดยงานวิจัยส่วนใหญ่จะมีแนวทางการคัดเลือกสมุนไพรตามสรรพคุณของสมุนไพรที่มีการอ้างอิง ไว้แต่โบราณ และการเทียบเคียงกับสมุนไพรสายพันธุ์ใกล้เคียงกันที่มีการรายงานไว้ก่อนหน้านี้ มีตัวอย่าง การศึกษาคัดกรองทั้งการทดสอบในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลอง โดยการทดสอบในหลอดทดลองได้เริ่มต้น จากการเลือกใช้เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันโดยการแยกเซลล์ เช่น สลีโนไซต์จากม้าม และแมคโครฟาจจากช่องท้อง หนูทดลอง ต่อมาได้เลือกใช้เซลล์ไลน์ทดแทนเพื่อลดการใช้สัตว์ทดลอง และเลือกใช ้สมุนไพรไทยในการศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าสมุนไพรและการบริหารทรัพยากรที่มีในประเทศ งานวิจัย เหล่านี้ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการจริยธรรม และดำเนินการวิจัยตามแนวทางการวิจัยที่ผู้เขียนได้ เรียบเรียงไว้ในบทต่าง ๆ ในหนังสือเล่มนี้

ยาสมุนไพร

บทที่14 ตัวอย่างการทดสอบทางคลินิกของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต่อระบบภูมิคุ้มกัน และตัวอย่าง ผลิตภัณฑ์ที่มีจำหน่าย

ในปัจจุบันมีการนำสมุนไพรหรือตำรับยาสมุนไพรมาทดสอบทางคลินิกเพิ่มมากขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์ ในการประเมินฤทธิ์ชีวภาพต่างๆ ที่หลากหลาย รวมทั้งฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันทั้งในด้านประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในมนุษย์ ผลการศึกษาทางคลินิกมากมายได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสมุนไพรต่อระบบ ภูมิคุ้มกันและการต้านอักเสบในมนุษย์ ตัวอย่างเช่น การทดสอบทางคลินิกของยาสมุนไพรจีนแผนโบราณรูปแบบ ผงแห้งในผู้ป่วย 116 คนที่มีอาการลำไส้แปรปรวน (irritable bowel syndrome; IBS) เป็นเวลา 16 สัปดาห์ ทดลอง แบบสุ่ม อำพรางสองฝ่าย โดยใช้กลุ่มควบคุมยาหลอก พบว่ายาสมุนไพรจีนช่วยให้อาการลำไส้แปรปรวนดีขึ้น เมื่อเทียบกับยาหลอก12 และอีกตัวอย่างการทดสอบทางคลินิกในการบำบัดโรค Crohn ซึ่งอยู่ในกลุ่มโรคลำไส้อักเสบ เรื้อรังพบว่า polyglycoside จากพืชสมุนไพร Tripterygium wilfordii มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าการใช้ยา แผนปัจจุบัน mesalazine ภายใต้สภาวะที่ทำการทดสอบ13 ทั้งนี้การทดสอบในทางคลินิกยังเป็นการพิสูจน์ข้อบ่งใช้ ของสมุนไพรที่มีการใช้กันอย่างกว้างขวางแต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันที่แน่ชัด เช่น Echinacea ซึ่งได้รับการนำมาใช้ เพื่อป้องกันและรักษาโรคไข้หวัด ผลการทดสอบทางคลินิกที่มีการควบคุมแบบสุ่มบ่งชี้ว่า Echinacea สามารถลด ความรุนแรงและระยะเวลาของโรคไข้หวัดได้14,15 อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห ์อภิมาน (meta-analysis) ในเวลาต่อมาจากการศึกษาทางคลินิกจำนวน 24 เรื่องที่มีผู้เข้าร่วมการศึกษา 4,631 คนได้สรุปว่า Echinacea ไม่แสดงผลในเชิงบวกในการรักษาโรคไข้หวัด แต่มีแนวโน้มเชิงบวกในการป้องกันโรคไข้หวัด16 ในปัจจุบันมีการใช้ สารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (immunostimulants) เพียงไม่กี่ชนิดในทางคลินิก ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เป็นสารเสริมฤทธิ์วัคซีน (adjuvants) การรักษาด้วยไซโตไคน ์และภูมิคุ้มกันบำบัด โดยในหัวข้อต่อไปนี้จะเป็นการยกตัวอย่างการทดสอบ ทางคลินิกของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต่อระบบภูมิคุ้มกันที่น่าสนใจ โดยมีตัวอย่างทดสอบทั้งที่เป็นสมุนไพรเดี่ยวๆและ ตำรับสมุนไพรที่ประกอบด้วยส่วนผสมของสมุนไพรหลายชนิด แฟรกชัน และสารบริสุทธิ์ที่แยกได ้จากสมุนไพร ทั้งในรูปผงสมุนไพรแห้งหรือสารสกัด

เอกสารอ้างอิง

  1. Willow, J.H.L. Introduction to traditional herbal medicines and their study. In Willow, J.H.L. (Ed.), Traditional herbal medicine research methods: identification,analysis,bioassay, and pharmaceutical and clinical studies. New Jersey: John Wiley & Sons, Inc.; 2011. p. 1-26.
  2. Yuan H, Ma Q, Ye L, Piao G. The traditional medicine and modern medicine from natural products. Molecules. 2016;21:559.
  3. World Health Organization. General guidelines for methodologies on research and evaluation of traditional medicine. Geneva: World Health Organization; 2000.
  4. Vlietinck AJ. Screening and evaluation of biological activities of plant preparations. In: Bohlin L, Bruhn JG, editors. Bioassay methods in natural product research and drug development. London: Kluwer Academic Publishers; 1999. p. 37-52.
  5. Willow JHL. Bioassays for screening and functional elucidation of herbal medicines. In: Willow JHL, editor. Traditional herbal medicine research methods: identification,analysis,bioassay and pharmaceutical and clinical studies. New Jersey: John Wiley & Sons, Inc.; 2011. p. 225-59.
  6. Thakur L, Ghodasra U, Patel N, Dabhi. Novel approaches for stability improvement in natural medicines. Pharmacogn Rev. 2011;5:48-54.
  7. Parveen A, Parveen B, Parveen R, Ahmad S. Challenges and guidelines for clinical trial of herbal drugs. J Pharm Bioallied Sci. 2015;7:329-33.
  8. Mak T,Saunders M, JettB. Primer to the Immune Response, 2nd Edition. London: AP Cell; 2014. p.3-20.
  9. Nagarathna PKM, Reena K, Reddy S, Wesley J. Review on immunomodulation and immunomodulatory activity of some herbal plants. Int J Pharm Sci Rev Res. 2013;22:223-30.
  10. MacPherson G, Austyn J. Exploring Immunology: concepts and evidence, First edition. Weinheim: Wiley-VCH; 2013. p. 5-47
  11. Masihi KN. Immunomodulatory agents for prophylaxis and therapy of infections. Int J Antimicrob Agents. 2000;14:181-91.
  12. Bensoussan A, Talley NJ, Hing M, Menzies R, Guo A, Ngu M. Treatment of irritable bowel syndrome with Chinese herbal medicine: a randomized controlled trial. JAMA. 1998;280(18):1585-9.
  13. Ren J, Wu X, Liao N, Wang G, Fan C, Liu S, Ren H, Zhao Y, Li J. Prevention of postoperative recurrence of Crohn’s disease: Tripterygium wilfordii polyglycoside versus mesalazine. J Int Med Res. 2013;41(1):176-87.
  14. Henneicke-vonZepelin H, Hentschel C,Schnitker J,KohnenR,Köhler G, Wüstenberg P. Efficacy and safety of a fixed combination phytomedicine in the treatment of the common cold (acute viral respiratory tract infection): results of a randomised, double blind, placebo controlled, multicentre study. Curr Med Res Opin. 1999;15(3):214-27.
  15. Lindenmuth GF,Lindenmuth EB. The efficacy of echinacea compound herbal tea preparation on theseverity and duration of upper respiratory and flu symptoms: a randomized,double-blind placebo-controlled study. J Altern Complement Med. 2000;6(4):327-34.
  16. Karsch-Völk M, Barrett B, Kiefer D, Bauer R, Ardjomand-Woelkart K, Linde K. Echinacea for preventing and treating the common cold. Cochrane Database Syst Rev. 2014;2:CD000530.

การวิจัยและพัฒนายาสมุนไพร: สมุนไพรกระตุ้นภูมิคุ้มกันและต้านอักเสบ

การวิจัยและพัฒนายาสมุนไพรจำเป็นต้องใช้แนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อให้การใช้สมุนไพร เกิดประโยชน์สูงสุดและช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้สมุนไพร หนังสือเล่มนี้ให้ความรู้ เรื่องการวิจัยและพัฒนายาสมุนไพร มุ่งเน้นการวิจัยฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน และฤทธิ์ต้านอักเสบของสมุนไพร โดยรวบรวมและประมวลความรู้จากหนังสือและตำราต่าง ๆ ตลอดจนบทความและบทความวิจัย จากวารสารต่างประเทศ รวมทั้งผลงานวิจัยของผู้เขียน นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งค้นคว้าและอ้างอิง ด้านการวิจัยและพัฒนาสมุนไพร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมุนไพรกระตุ้นภูมิคุ้มกันและต้านอักเสบ หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับนิสิต นักศึกษา นักวิจัย รวมทั้งผู้สนใจ ด้านสมุนไพรและเภสัชศาสตร์ เพื่อเป็นแนวทางการทำวิจัยและพัฒนายาสมุนไพร

Product SKU: 9786164261570

Product Brand: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยนเรศวร

Product Currency: THB

Product Price: 500

Product In-Stock: InStock

Editor's Rating:
5
Message us